RSS

Tag Archives: ยายสำอาง เลิศถวิล

สำอาง เลิศถวิล

สำอาง เลิศถวิล หรือ รู้จักกัน ว่า ยายสำอาง วนิพกที่ร้องเพลงขอทานแลกเศษเงิน ผู้เป็นต้นกำเนิดให้คาราบาว แต่งเพลง ยายสำอาง ขึ้นมา

เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณแอ๊ด ยืนยง โอภากุล ที่ขับขานเล่าเรื่องราวของวณิพกที่ชื่อ ยางสำอางค์ ซึ่งอาจจะเป็นผู้เฒ่าผู้ขับขานเพลงวณิพกคนสุดท้ายของแผ่นดินเสียกระมัง เพลงนี้ถูกเผยแพร่ราวปี พ.ศ. 2536 บรรยายถึงชีวิตของแม่เฒ่าตาบอดที่ออกร้องเพลงขอทานไปเรื่อย จนที่สุดก็ถูกกรมประชาสงเคราะห์รับไปดูแล แต่แกไม่อยากจะเป็นภาระของใครจึงย้ายออกมาประกอบอาชีพเหลาไม้ปิ้งไก่หาเงินเลี้ยงชีวิต

เนื้อเพลง ยายสำอาง

** เออ…. อิงเอย…. เออ…. เออ…. เอิงเอย….
วณิพกพเนจร (วณิพกพเนจร)
ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน

(สร้อย)ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน
ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน

แม่เฒ่าเล่ารวยอารมณ์ขัน
แม่เพลงวณิพกเมืองสุพรรณ
ลูกเต้าไม่มีไว้ใช้งาน
ถือมีดปาดตาลหลาวไม้ปิ้งไก่

(สร้อย) แม่เฒ่าเล่ารวยอารมณ์ขัน
แม่เพลงวณิพกเมืองสุพรรณ
ลูกเต้าไม่มีไว้ใช้งาน
ถือมีดปาดตาลหลาวไม้ปิ้งไก่

* ตาแกบอด (ตาแกบอด)
มองไม่เห็น (มองไม่เห็น)
ร้องเพลงขอทานด้วยความจำเป็น
ชีวิตลำเค็ญหนอยายสำอาง

(สร้อย) ร้องเพลงขอทานด้วยความจำเป็น
ชีวิตลำเค็ญหนอยายสำอาง

แม่เฒ่าเล่าขานตำนานเพลง
ขับกล่อมบรรเลงเพลงขอทาน
เศษเงินอาหารให้เจือจาน
ผ่านพ้นคืนวันอันหนาวเย็น

(สร้อย)แม่เฒ่าเล่าขานตำนานเพลง
แม่เพลงวณิพกเมืองสุพรรณ
ลูกเต้าไม่มีไว้ใช้งาน
ถือมีดปาดตาลหลาวไม้ปิ้งไก่

(ซ้ำ *)

เออ… ที่ขอทานเขากินนั้นฉันไม่อายหรอก
อายอดท้องกิ่วหิวไม่ไหว
ก็เกิดมาจากบ้านนอกใกล้คอกนา
พอสี่ขวบโตมาล่ะตาก็มืดไป
เคยมีผัวใหม่เก่าล่ะเขาก็ตายจาก
ต้องตกระกำลำบากไปกันยกใหญ่
เลยขอทานเขากินร้องเป็นศิลปะ
อันพ่อแม่ให้มาเป็นมรดกไทย
เป็นมรดกตกทอดมาจนแก่เฒ่า
จนเดินเหินแข้งเข่าชักจะไม่ไหว
แล้วกรมประชาสงเคราะห์เขาก็จับตัว
ว่าขอทานนี้ชั่วขอไม่ได้
ไปติดอยู่สองทีก็หลายปีอยู่
เลยมานั่งนึกดูค่อยชักจะเปลี่ยนใจ
ถ้าขอทานเขากินช่างน่ารำคาญ
เลยคว้ามีดปาดตาลไปหลาวไม้ปิ่งไก่

(สร้อย)เอ้าขอทานเขากินล่ะมันน่ารำคาญ
เลยคว้ามีดปาดตาลไปหลาวไม้ปิ่งไก่

เออ…. เอิงเอย…. แม่เฒ่าเล่ามาสู่ลูกหลาน
บทเรียนชีวิทยาทาน
ตำนานวณิพกเมืองสุพรรณ
จบชีวิตขอทานหลาวไม้ปิ่งไก่

(สร้อย)แม่เฒ่าเล่ามาสู่ลูกหลาน
บทเรียนชีวิทยาทาน
ตำนานวณิพกเมืองสุพรรณ
จบชีวิตขอทานหลาวไม้ปิ่งไก่

(ซ้ำ *, **)

วณิพกพเนจร (วณิพกพเนจร)

(สร้อย)ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน
ตาบอดแรมรอนมาขอทานท่านกิน

จำได้ว่าในตอนนั้นเพลงนี้ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง หากไม่นับที่ความโด่งดังของผู้ขับร้องและจังหวะดนตรีที่ปลุกเร้าแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ยายสำอางค์ ตามท้องเรื่องนั้นมีตัวตนจริงๆ หรือ ในตอนนั้นเองที่ผู้คนทั่วประเทศถึงได้รู้จักกับยายสำอางค์ที่มีตัวตนจริงๆ  

คุณยายสำอาง เลิศถวิล เป็นวณิพกร้องเพลงขอทาน อยู่หน้าบ้านอาจารย์อภัย นาคคง (อาจารย์สอนอยู่ที่เพาะช่าง) เรื่องราวของยายรู้ถึงคุณเอนก นาวิกมูล ก็ได้มีการช่วยเหลือกัน โดยได้พาไปโชว์เพลงขอทานที่ศูนย์สังคีตศิลป์ และรายการโทรทัศน์ต่างๆ จึงทำให้คนทั่วไปได้รู้จักเพลงขอทาน

ยายสำอางค์ มีชื่อจริงว่า นางสำอางค์ เลิศถวิล (เดิมที่คนไทยนิยมเขียนว่า สำอางค์ แต่ที่ถูกต้องตามพจนานุกรมคือ สำอาง) เป็นชาวบางช้าง จังหวัดสมุทรสาคร พ่อแกเป็นคนจีน เมื่อแกคลอดออกมาจึงไม่เป็นที่ชอบใจของผู้เป็นพ่อ ตามธรรมเนียมจีนที่เห็นลูกชายดีกว่า ประกอบกับเมื่อแรกคลอดแกไม่ค่อยแข็งแรงนัก พ่อและแม่จึงนำแกไปทิ้งไว้ที่ศาลาวัดบางน้อย หวังจะทิ้งให้ตายหรือไม่ก็ให้ใครเก็บไปเลี้ยง เดชะบุญที่มีวณิพกสองคนผัวเมียผ่านมาพบเข้าเลยนำแกไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม

“…เขาว่า แหม อีเด็กคนนี้ใจแข็ง มันยังไม่ตาย ทีนี้ผีสางพ่อบุญธรรมเขาถามว่า เด็กยังไม่ทันจะตายทำไมเอามาทิ้ง … ก็มันจะตายแล้ว แกอยากได้แกเอาไปเหอะ พ่อบุญธรรมก็เอาฉันลงเรือ แล้วเขาปั้นดินแทนตัวฉันทิ้งเอาไว้…” ยายสำอางค์เล่า (คำว่าผีสางใช้เรียกเป็นคำนำหน้าเมื่อพูดถึงผู้ที่ตายไปแล้ว เป็นคำพูดพื้นบ้านของชาวภาคกลาง)

พ่อแม่บุญธรรมที่ยากจนแต่ไม่จนน้ำใจพาเด็กน้อยออกร่อนเร่พเนจรร้องเพลงขอทานไปเรื่อย เมื่ออายุครบขวบตาแกก็บอด เห็นเขาว่าเป็นเกล็ดกระดี่ เจ็บตาเรื่อยมาจนบอดในที่สุด บทเพลงต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังถูกซึมซับเข้าไปในวิญญาณของแกทีละน้อย จนแกสามารถขับร้องเพลงขอทานได้อย่างเชี่ยวชาญ ยายสำอางค์เป็นคนอารมณ์ดี พูดคุยสนุก เข้ากับใครได้ง่ายๆ น้ำเสียงของแกก้องกังวาน ถึงคราวต้องสนุกสนานแกก็ร้องล้อกับเสียงโทน เสียงฉิ่งได้อย่างคึกครื้น เมื่อถึงคราวต้องเศร้า แกก็ขับกล่อมได้อย่างโหยหวนเรียกน้ำตาผู้ฟังได้ดีนัก
สมัยนั้นไม่ได้มีโทรทัศน์ดูเหมือนสมัยนี้ วิทยุนั้นหรือก็เป็นของฟุ่มเฟือยเกินกว่าจะหาซื้อไว้ตามบ้าน นานๆ ทีถึงจะมีงานบุญ มีมหรสพมาให้ได้บันเทิงใจกันสักครั้ง พวกวณิพกนี้ก็ได้ออกให้ความบันเทิงแกชาวบ้านด้วยการขับกล่อมเพลงเล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้าน อย่างพระรถเมรี ขุนช้างขุนแผน ลักษณวงศ์ เป็นต้น ยายสำอางค์เคยมีผัวมาก่อนสองคน แต่ก็ตายจากกันไปเสียทั้งคู่ แกอยู่กับผัวคนที่สาม อายุ 80 กว่าแล้ว ชื่อตาผาด (ในหนังสือบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2527 คาดว่าอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว) เวลาไปไหนมาไหนยายสำอางค์ก็ได้ตาผาดนี่แหละเป็นตามองทางแทน

“…อย่างฉันกะตาผาดนี่เขาไม่เรียกคู่สร้างคู่สมเหมือนอย่างของพ่อดำรง พุฒตาล เขาหรอก มันต้องเรียกว่า คู่เวรคู่กรรม…”

sm002

ยายสำอางค์เคยถูกกรมประชาสงเคราะห์พาไปดูแล แกได้แต่นั่งๆ นอนๆ ไปวันๆ ทำให้แกอึดอัดเป็นที่สุด คุณเอนกเล่าว่าเดี๋ยวนี้ (ขณะคุณเอนกสัมภาษณ์) ยายสำอางค์อาศัยอยู่ในบ้านพักหลังเล็กๆ แถววัดบางแวก ซอยพาณิชย์ธน (จรัลสนิทวงศ์ 13) … ค้นข้อมูลล่าสุดได้ความว่าแกเสียชีวิตเสียแล้ว (ข้าพเจ้าไม่ทราบวันที่แน่นอน)

บันทึกนี้เรียบเรียงจากบทความ ชีวิตวณิพก ในหนังสือ อยู่อย่างชาวสยาม เขียนโดยคุณเอนก นาวิกมูล ยังพบมีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือ ท่านผู้ใดสนใจลองไปหาซื้ออ่านดู และขอขอบพระคุณคุณเอนกที่ได้บันทึกเรื่องราวดีๆ อย่างนี้ไว้เป็นประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไป

 

Tags:

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.