RSS

“วาเด็ง ปูเต๊ะ” พระสหายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 
“วาเด็ง ปูเต๊ะ” พระสหายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

       กิ่งอ้อ เล่าฮง
       ไพรัช มิ่งขวัญ
       ศูนย์ข่าวอิศรา,สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (www.tjanews.org) 
         
       “เป็นไปได้อย่างไรที่คนสามจังหวัดจะอยู่กันอย่างแคบๆ ประเทศเปรียบเหมือนรั้วบ้าน อยู่ที่กว้างๆ กับอยู่ที่แคบๆ อย่างไหนดีกว่ากัน”
       
       ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้วขณะที่ “วาเด็ง ปูเต๊ะ” ผู้เฒ่าวัย 70 ปีแห่งบ้านบาเลาะ ต. ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการดูแลต้นทุเรียนและลองกองในสวน ช่วงเวลาใกล้ค่ำได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา หนึ่งในจำนวนนั้นได้กวักมือเรียกให้เข้าไปหา แต่ตัวผู้เฒ่าเองกลับรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
       
       ผู้เฒ่าเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา และบอกกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคารกั้นน้ำที่คลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จ ต.แป้น อ.สายบุรี
       
       “ตอนนั้นเป๊าะทราบแล้วว่าเป็นในหลวง แต่จะเข้าไปใกล้ๆ ก็ไม่กล้า เพราะว่านุ่งโสร่งตัวเดียว ไม่ได้สวมเสื้อ พอเข้าไปใกล้ๆ ในหลวงก็บอกว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้ พอได้ยินอย่างนั้น เป๊าะก็ดีใจมาก คุยกันเยอะ ท่านถามว่าถ้าขุดคลองสายทุ่งเค็จนี้จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน เป๊าะบอกท่านว่าคลองเส้นนี้มีที่ดินติดเขต ต.แป้น ทางเหนือขึ้นไปสุดที่ อ.ศรีสาคร ในหลวงถามต่อว่า ถ้าไปออกทะเลจะมีกี่เกาะ เป๊าะก็ตอบท่านไปว่ามี 4 เกาะ ท่านก็ชมว่า เก่งสามารถจำทุกที่ที่ผ่านไปได้ แล้วท่านก็เปิดดูแผนที่ที่นำมาด้วย แล้วบอกว่า เป๊าะรู้จริง ไม่โกหก ทุกสิ่งที่เป๊าะบอกมีอยู่ในแผนที่ของพระองค์แล้ว” เป๊าะเด็งในวัย 90 ปีทบทวนความทรงจำด้วยแววตาสดชื่น

 
        
       “ในหลวงคุยกับเป๊าะเป็นภาษามลายู ท่านพูดมลายูสำเนียงไทรบุรี คุยกันก็เข้าใจเลย พอเจอกันบ่อยๆ คุยกัน มีความเห็นตรงกัน ท่านก็เลยรับเป๊าะเป็นพระสหาย เป๊าะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกท่านไป ทั้งหมดเป็นความจริง พูดโกหกไม่ได้จะเป็นบาป ” เป๊าะเด็๋ง กล่าว
       
       หลังจากได้กราบบังคมทูลเส้นทางขุดคลองในโครงการพระราชดำริแล้ว ในครั้งนั้นผู้เฒ่าแห่งบ้านเบาะเลาะ ยังได้ถวายที่ดินเพื่อดำเนินโครงการพระราชดำริอีกด้วย และหลังขุดคลองชลประทานดังกล่าวเสร็จแล้ว ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงงานและประทับแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป๊าะเด็งก็จะไปเข้าเฝ้าฯ แทบทุกครั้ง หรือบางครั้งถ้าหากคิดถึงพระองค์มากๆ เป๊าะเด็งก็จะไปขอเข้าเฝ้าถึงพระราชวังสวนจิตรลดา
       
       “เวลาถึงหน้าทุเรียน ลองกอง จำปาดะ ก็จะนึกถึงในหลวงตลอด ถ้าท่านมาที่นี่ ก็เอาไปถวายที่นี่ บางปีท่านไม่ได้มา เป็าะก็ส่งผลไม้ไปถวายท่าน ทางไปรษณีย์ ส่งอีเอ็มเอสไปเลย เวลาไปส่ง เป๊าะเขียนหนังสือไม่เป็น ก็บอกเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่า จะส่งของไปให้ในหลวงที่สวนจิตร เขาก็จัดการให้” เป๊าะเด็ง เล่าด้วยภาษามลายูผ่านล่าม
       

 
       เป๊าะเด็ง บอกว่า ผลไม้ที่ส่งไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้นถึงพระหัตถ์เสมอ เพราะทุกครั้งที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า ทั้งสองพระองค์มักจะมีรับสั่งว่า “ขอบใจ ผลไม้ที่ส่งไปให้ ได้รับแล้ว”
       
       เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งมาเยี่ยมเยียนราษฎรที่บ้านละเวง เป๊าะเด็งก็ได้ไปเข้าเฝ้า
       
       “บอกท่านว่า จะเอาเงาะ ลองกองมาให้ ท่านก็บอกว่า ไม่เอา ปีนี้ผลไม้ราคาไม่ดี ไม่มีคนเข้ามาซื้อ ลำบาก ให้เป๊าะเก็บไว้ให้ลูกหลานกินเถอะ เมื่อวันก่อนในหลวงก็ฝากอินทผลัมมาให้ เป๊าะเองเวลามีผลไม้ดีๆ จะคิดถึงท่านมากๆ ลูกๆ ของท่านทุกคนเวลามา เป๊าะก็ได้ไปหา ทุกคนพูดภาษามลายูได้”
       
       เป็าะเด็ง เล่าว่า เสียค่าส่งผลไม้ไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครั้งละ 1,000 กว่าบาท เป๊าะเด็งอยากให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสวยผลไม้ที่ส่งไปถวาย เช่นเดียวกับที่ดินที่ถวายไป เป็าะเด็งก็ไม่เคยคิดเสียดายแม้แต่น้อย และหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระประสงค์จะใช้ประโยชน์ที่บริเวณไหนที่เป็นของเป๊าะเด็งแล้ว เป๊าะเด็งพร้อมที่จะทูลเกล้าฯถวายให้ทั้งหมด
       
       “เมื่อในหลวงมาที่ อ.แม่ลานครั้งล่าสุด พอเจอเป๊าะก็เข้าไปกอดเลยไม่ได้พูดอะไรกับท่าน ท่านรู้นิสัยเป๊าะดีว่าไม่ค่อยพูดอะไร ท่านก็เรียกเป๊าะ”
       
       “คิดถึงท่านที่สุดเลย” เป๊าะเด็ง บอกผ่านล่ามเมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรหากไม่ได้เจอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนานๆ
       
       เป๊าะเด็ง ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า
       
       “ไม่รู้ว่าโคลนมาจากไหน” เพราะที่ผ่านมาไทยพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ชาวบ้านด้วยกันเองไม่เคยมีความขัดแย้งแบ่งแยก แต่ปัญหานี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ออกไปทำมาหากินไม่ได้ ไม่กล้าออกไปทำงาน ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รู้สึกไม่สบายใจเลย เพราะศาสนาไม่เคยทำให้เกิดความแตกต่างหรือทำให้เกิดการแตกแยกกัน
       
       แม้จะมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปพื้นที่ต่างๆ แต่สำหรับความรู้สึกของชาวไทยมุสลิมอย่างเป๊าะเด็ง ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่เคยมีความรู้สึกแบ่งฝักฝ่ายและความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม ในหมู่บ้านโดยเฉพาะกับคนรุ่นเก่าๆ ยังเหมือนเดิม
       
       “คนที่ไม่หวังดี มีน้อย ถ้าเป็นผู้ไม่หวังดีจริงๆ เขาจะเข้าไปอยู่ในป่า แต่อยู่หลายๆ วันจะอยู่ได้ยังไง เป๊าะสงสัยจะเป็นคนอื่น คนก่อการร้ายเดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่ในป่าเหมือนก่อน แต่มักจะอยู่ในตลาดไม่รู้ว่าเป็นแผนการของใคร ปัญหานี้ชาวบ้านหนักใจแต่ในหลวงคงหนักใจยิ่งกว่าพวกเราอีก เพราะประชาชนของพระองค์เดือดร้อน”
       
       เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับปัญหาที่รัฐอ้างว่าความไม่สงบที่เกิดขึ้นเพราะมีกลุ่มคนที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน และมีการเรียกร้องเอารัฐปัตตานีกลับคืน เป๊าะเด็ง กล่าวว่าการนำรัฐปัตตานีคืนจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสามจังหวัดจะอยู่กันอย่างแคบๆ ประเทศเปรียบเหมือนรั้วบ้าน อยู่ที่กว้างๆ กับอยู่ที่แคบๆ อย่างไหนดีกว่ากัน ต้องถามชาวบ้านว่าต้องการแบบไหนดี
       
       “สิ่งพูดออกมาเป็นความจริงทั้งนั้น เมื่อก่อนเราจะไปไหนมาไหนไม่ต้องเป็นห่วง แต่ทุกวันนี้จะออกไปไหนก็ไม่สบายใจ เป๊าะก็กลัว ชาวบ้านแถวนี้ก็กลัวไม่กล้าออกไปไหน กลัวเขาซุ่มอยู่ในป่า” เป๊าะเด็ง กล่าว
       
       เมื่อถามว่าเขาที่ว่านี้เป็นใคร? คำตอบสั้นๆ ที่ได้รับจากผู้เฒ่าใจดีคนนี้คือ
       
       “ไม่รู้เหมือนกัน ถ้ารู้ก็จะไปบอกในหลวง”
       
       “ทุกคนรู้จักลุงวาเด็ง” อภิรักษ์ สะมะแอ นายอำเภอสายบุรีกล่าว
       
       : “ลุงวาเด็งเป็นที่รู้จักของชาวบ้านและข้าราชการใน ต.ปะเสยะวอดี เพราะเป็นผู้ถวายที่ดินตามโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ เพื่อขุดคลองชลประทาน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินในปี 2535
       
       ลุงเป็นพระสหายของในหลวงจริงๆ ทุกพระองค์ที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานมาที่นราธิวาส จะเชิญลุงวาเด็งเข้าเฝ้าทุกครั้ง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่านองคมนตรีพลากร สุวรรณรัตน์ ได้นำอินทผลัมพระราชทานจากในหลวงไปมอบให้ลุงวาเด็งที่บ้าน แกจะเป็นห่วงในหลวงมากๆ เวลาหน้าผลไม้ก็จะส่งผลไม้อีเอ็มเอสทางไปรษณีย์ไปถวายในหลวงทุกปี ลุงผูกพันกับในหลวงมากๆ ตอนที่ทราบข่าวว่าคุณพุ่มถึงแก่อสัญกรรม ก็อยากจะไปเฝ้าในหลวง แต่ก็ไม่ได้ไป
       
       ลุงวาเด็งเป็นคนแก่ที่มีอัธยาศรัยไมตรีดี เป็นคนน่ารักไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เมื่อตอนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ มาประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ลุงก็ได้มีโอกาสไปเข้าเฝ้า”
       
       “พระสหาย”
       
       เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.นราธิวาส ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมขนาดใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสให้ศึกษาหาวิธีระบายน้ำในที่ลุ่มยามน้ำหลากและเก็บกักไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ชาวบ้านจะได้มีน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก และเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนจึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ณ บ้านเจาะใบ ต.แป้น อ.สายบุรี และได้ประทับทอดพระเนตรพรุแฆแฆด้านตะวันตก และทรงมีพระราชดำริกับชาวบ้านเป็นเวลานาน
       
       จนกระทั่งได้ข้อมูลใหม่จากชาวบ้านจึงสนพระทัยที่จะเสด็จฯไปทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคารกั้นน้ำที่คลองน้ำจืด บ้านทุ่งเค็จ แต่ติดด้วยเวลาเย็นแล้ว ในขณะที่ไม่ได้เตรียมเส้นทางไว้รอรับเสด็จล่วงหน้า
       
       ที่สำคัญเป็นเส้นทางทุรกันดาร และรถยนต์ยังเข้าไปไม่ถึงจุดหมาย เจ้าหน้าที่จึงกราบบังคมทูลว่าเสด็จฯ ไปไม่ได้
       
       “ไปได้” พระราชดำรัสเพียงสั้นๆ รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนตัวลึกเข้าไปในหมู่บ้านท่ามกลางฝุ่นฟุ้งกระจาย จนรถคันหลังเกือบจะไม่เห็นรถคันหน้า เมื่อสิ้นสุดเส้นทางรถยนต์จึงเสด็จฯ ตามทางเท้าเล็กๆ สองข้างรกชัฎต่อไปอีกไกลด้วยพระบาท เมื่อถึงชายคลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จนั้นตะวันลับขอบฟ้าพอดี ทรงพิจารณาแผนที่ด้วยแสงจากไฟฉายเป็นเวลานาน ท่ามกลางความมืดมิดและความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่มิได้ทรงปริวิตกแต่อย่างใด
       
       ไม่นานนักก็มีเงาตะคุ่มของผู้คนเป็นวงรอบเมื่อที่เดินทางมา เมื่อรู้ว่าผู้ยืนเด่นกลางดงไม้ในสวนลึก คือ พระเจ้าแผ่นดิน นายวาเด็ง หนึ่งในบรรดาชาวไทยมุสลิมวัยกว่า 70 ปี ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยโสร่งตัวเดียวไม่สวมเสื้อ
       
       นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ ปัจจุบันคือ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งตามเสด็จเพื่อถวายงาน ได้บันทึกเหตุการณ์นี้เมื่อ 30 กันยายน 2535 ไว้ว่า ลุงวาเด็งมีโอกาสได้เข้าเฝ้าทั้งชุดนั้นอย่างใกล้ชิด แล้วยังได้ถวายคำตอบเพื่อทรงถามข้อมูลได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อรู้ว่าเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือ ลุงวาเด็งจึงกราบบังคมทูลเป็นภาษาพื้นบ้านว่าดีใจมากแต่ก็เหลียวซ้ายแลขวาผิดปกติ แล้วก็ตัดสินใจกราบบังคมทูลอย่างฉะฉานว่า พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาเยี่ยมทั้งที ไม่มีอะไรจะถวายเลย ผลไม้ในสวนเพิ่งเก็บขายได้เงินมา 20,000 บาทก็นำไปซื้อเครื่องสูบน้ำ ทั้งสวนเหลือทุเรียนผลเดียว หนำซ้ำยังดิบ
       
       มีเสียงเย้าว่า เครื่องสูบน้ำนั่นไง ยังใหม่อยู่ด้วย
       
       “ถอดเอาขึ้นรถขนไปเลย ขอถวายพระเจ้าอยู่หัว” ลุงวาเด็งกล่าวเด็ดเดี่ยวโดยไม่เสียเวลาคิด แล้วยิ้มซื่อโดยไม่คิดว่าเป็นการพูดเล่น และด้วยท่าทียินดีที่จะสละสมบัติมีค่าชิ้นเดียวซึ่งได้มาด้วยหยาดเหงื่อ และแรงกายจากการทำงานมาทั้งปีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ตามเสด็จฯเกิดความรู้สึกตื้นตันใจเมื่อเห็นอากัปกิริยาอันเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้เสแสร้งของลุงวาเด็ง
       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวลอย่างมีความสุขไม่ต่างไปจากลุงวาเด็ง
       
       (ข้อมูลจากนิตยสารอีคอนนิวส์ ฉบับที่ 335 วันที่ 2 สิงหาคม 2542)

 

Tags: ,

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต[2][3][4][5]

 (20 มกราคม พ.ศ. 241311 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492) เป็นพระภิกษุชาวไทยสายธรรมยุตชื่อดังในประวัติศาสตร์พระกรรมฐานไทย เมื่อท่านเป็นพระภิกษุ ได้ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยวางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า แก่ประชาชน ทำให้มีท่านมีพระสงฆ์และฆราวาสที่เป็นลูกศิษย์จำนวนมาก จึงทำให้แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีว่า เป็นคำสอนพระวัดป่า (สายพระอาจารย์มั่น) หลังจากท่านมรณภาพลง ในปี พ.ศ. 2492 ยังคงมีพระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านสืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมา โดยลูกศิษย์ของท่านเรียกว่า พระกรรมฐานสายวัดป่า หรือ พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ด้วยเหตุนีจึงทำให้ท่านได้รับยกย่องจากผู้ศรัทธาให้เป็น พระอาจารย์ใหญ่สายวัดป่า สืบมาจนปัจจุบัน

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต.jpg

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] ภูมิหลัง

ชื่อเดิมคือ “มั่น แก่นแก้ว” ท่านเกิดที่บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม (ปัจจุบันคือ อำเภอศรีเมืองใหม่) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายด้วง และนางจันทร์ แก่นแก้ว และได้อุปสมบทในธรรมยุติกนิกายเมื่ออายุ 22 ปี ในปี พ.ศ. 2436 ณ วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2436 โดยมีพระอริยกวีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณเป็นพระอนุสาวนาจารย์

ก่อนหน้านี้หลวงปู่มั่นได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 15 ปี ณ วัดบ้านคำบง เมื่อบวชได้ 2 ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยการงานทางบ้าน จิตท่านยังหวนคิดถึงร่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่เนืองนิจ เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า “เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายากนัก” ครั้นอายุได้ 22 ปีจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ และได้เข้าฝึกปฏิบัติธรรม ในสำนักวิปัสสนากับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ณ วัดเลียบ จ.อุบลราชธานีจนกระทั่งท่านได้ออกจาริกเดินธุดงค์ตามสถานที่ต่างๆ เมื่อออกพรรษา แล้วไปศึกษาธรรมะจากพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร แล้วออกจาริกไปอีกหลายที่หลายแห่ง จนกระทั่งถึงที่ถ้ำไผ่ขวาง น้ำตกเขาสาริกา จ.นครนายก

[แก้] ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

วิหารสร้างอุทิศถวายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ประมาณปี 2450 – 2453 ท่านได้จาริกไปทางจังหวัดลพบุรี ไปพักอยู่ที่เขาพระงามบ้าง ถ้ำสิงโตบ้าง ต่อมา ท่านได้ไปพักอยู่ที่ถ้ำสาริกา จ.นครนายกนี่เอง ท่านได้ประสบเหตุการณ์ต่าง หลายประการ และเป็นที่ติดใจท่านมาตลอด คือ ขณะที่ท่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับถ้ำมากกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ท่านวานให้ชาวบ้านพาไปส่งที่ถ้ำดักล่าว เพราะไม่รู้จักทาง ชาวบ้านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับถ้ำนั้นให้ฟัง พร้อมกับนิมนต์ให้เลิกล้มความต้องใจที่จะไปถ้ำนั้นเสีย แต่ท่านบอกว่า ท่านไม่กลัว ท่านทดลองพักดู ขณะที่พักที่ถ้ำสาริกาแห่งนี้ในระยะเดือนแรกๆ ท่านรู้สึกปรกติดี จิตใจสงบ ไม่มีอะไรพลุกพล่าน พอดีคืนต่อๆมา ท่านรู้สึกว่าโรคเจ็บท้องที่เคยเป็นประจำชักกำเริบ และมีอาการรุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่ด้วยอาศัยด้วยเหตุว่าท่านได้บำเพ็ญบารมี(กำลังใจในการปฏิบัติที่สั่งสม)ไว้มากในพระบวรพุทธศาสนา ท่านจึงตัดสินใจออกไปนั่งสมาธิ พิจารณาธรรม แยกธาตุขันธ์ เจริญอสุภะกรรมฐาน จนกระทั่งจิตเกิดความอ้ศจรรย์ สามวันสามคืน แม้กระทั่งเม็ดทราย พอจิตของท่านอิ่มตัวจากการประพฤติปฏิบัติ ได้เกิดนิมิตลูกสุนัขปรี่เข้าไปดูดนมแม่สุนัข ท่านจึงได้เกิดความสงสัยว่า “ในการพิจารณาขั้นนี้ที่จิตรวมในการพิจารณาแล้ว ไม่น่าจะมีนิมิตแล้ว” เพราะนิมิตจะเกิดจากการปฏิบัติสมาธิที่ยังไม่เป็นวสี(ยังไม่ชำนิชำนาญ)เมื่อท่านเกิดความสงสัย จึงได้พิจารณาจนได้ความว่า ลูกสุนัขที่ได้กระทำการดูดนมแท่หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นตัวท่านเองที่เสวยอัตภาพมาตลอด500ชาตินั้นเองจึงได้เกิดความสลดสังเวชใจ จึงนำสิ่งที่ได้พบได้เห็นมาพิจารณาธรรมในข้อที่ว่า “กายะ ทุกขัง อริยสัจจัง”คือว่าพิจารณาว่ากายเป็นทุกข์ ไม่ทำให้เกิดความสุขให้เรา แต่ต่อมาท่าเกิดความรู้สึกังวล จึงใช้ญาณตรวจดูเกิดพบว่าท่าเคยปรารถนาพุทธภูมิ(ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า) จึงค้นลงไปอีกว่าปรารถนาตอนไหน พอเห็นว่าปรารถนาเมื่อสมัยสมัยพระศาสนาของ พระพุทธโคดม จึงเห็นว่าเป็นการเนิ่นช้า ท่านเล่าอีกว่าจึงถอนความปรารถนานั้น มุ่งมั่นความพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ จนเกิดเหตุในนิมิตว่ามียักษ์ตนหนึ่งจะเข้ามาทำร้าย แต่ไม่สามารถทำร้ายท่านได้ จนยักษ์ได้ยอมแพ้ จึงอันตรธานหายไป ในกาลเวลาต่อมาจิตท่านจึงรวม เห็นว่าโลกใบนี้ราบเลียนเตียนแล้ว เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสมอกัน

ต่อมาท่านขึ้นไปที่ภาคเหนือจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง ๑ พรรษาได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง เป็นพระครูวินัยธร และพระอุปัชฌาย์ ขณะนั้นท่านจึงจำใจรับตำแหน่ง เพราะเห็นแก่ท่านเจ้าคุณอุบาลี ผู้นิมนต์ที่เป็นอาจารย์ของตน ขณะที่กำลังอาพาธเป็นโรคมะเร็งที่กระดูกตรงขา แต่ต่อมาท่านจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านรำพึงในใจว่า”หากเรายังรับตำแหน่งอยู่ต่อไป ลาภสักการะอาจจะฆ่าการปฏิบัติของเรา อันเป็เหตุแห่งการฆ่าการประพฤติปฏิบัติก็เป็นได้” ท่านจึงได้สละตำแหน่ง หนีธุดงค์เข้าป่า อาศัยอยู่ตามดอยมูเซอ ถ้ำเชียงดาว ถ้ำพวง ฯลฯ แล้วออกไปพำนักตามที่วิเวกต่างๆในเขตภาคเหนือหลายแห่ง เพื่อสงเคราะห์สาธุชนในที่นั้นๆนานถึง๑๑ปี

จนในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านบรรลุธรรมชั้นสูงสุดที่ ถ้ำดอกคำ ตำบลน้ำแพร่ จ.เชียงใหม่ จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปยังดอยนะโม ท่านได้พูดกับลูกศิษย์คือ หลวงปู่ขาว อนาลโยว่า”ผมหมดงานที่จะทำแล้ว ก็อยู่สานบุ่งตระกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น” ต่อมาท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ได้นิมนต์ท่านให้นิวัติกลับภาคอีสาน โดยท่านได้อาศัยรถไฟสถานีเชียงใหม่ ลงที่นครราชสีมา โดยพำนักที่วัดป่าสาลวัน แล้วลงจำพรรษาที่วัดป่าบ้านนามน ต.นาใน จ.สกลนคร พอพระภิกษุเข้ามาอยู่ศึกษากับท่านมาเข้า ท่านจึงดำริว่าจะย้ายที่จำพรรษาไปวัดป่าบ้านหนองผือ จ.สกลนคร พอเข้ามาลงหลักปักฐานที่วีดป่าบ้านหนองผือเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ทุ่มเทสอนอุบายการหลุดจากความยึดมั่นถือมั่นต่อสิ่งทั้งปวง แก่ลูกศิษย์โดยอุบายทางตรงแลทางอ้อม โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

พระเดชพระคุณท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระบิดาพระกรรมฐานแห่งยุค ตำนานชีวิตของท่านถูกกล่าวขานกันไม่รู้จบ ท่านสำเร็จปฏิสัมภิทานุศาสน์ ๔ อย่าง คือ

๑.อัตถปฏิสัมภิทา แตกฉานในอรรถ
๒.ธรรมปฏิสัมภิทา แตกฉานในธรรม
๓.นิรุตติปฏิสัมภิทา แตกฉานในภาษา
๔.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แตกฉานในปฏิภาณ

โดยปฏิปทาที่ท่านยึดมั่นมาตลอดชีวิตนั้น คือธุดงควัตร ท่าเป็นผู้มีความจริงจังในการงานตั้งแต่วัยเยาว์ ธุดงควัตรข้อสำตัญที่ท่านยึดมั่นมาตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต สรุปโดยดังนี้ ธุดงควัตรที่ท่านถือปฏิบัติเป็นอาจิณ ๔ ประการ

๑.ปังสุกุลิกังคธุดงค์ ถือนุ่งห่มผ้าบังสกุล
๒.บิณฑบาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารยวัตร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์
๓.เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาต ใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์
๔.เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์

[แก้] อุบายสอนธรรมอันแยบคาย

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่นอีกองค์หนึ่ง ที่ได้ไปศึกษ่าข้อวัตรปฏิบัติจากหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านเล่าให้ฟังว่า การใช้ภาษานั้น พระอาจารย์มั่นนั้นแตกฉานมาก สามรถเทศน์คำว่า นโม เพียงคำเดียวได้เป็นเดือนๆ ยิ่งคำว่า มหา ท่านก็เทศน์ สนุกมาก ครั้งหนึ่งมีพระสององค์จากกรุงเทพฯ ไปหาท่าน ปรากฏว่า พระสององค์มีความรู้แตกฉานในพระคัมภีร์หนังสือวิสุทธิมรรค ท่านพระอาจารย์มั่นก็สอนว่า

Cquote1.svg

วิสุทธิมรรคนั้นมีอะไร มีศีลนิเทศ สมาธินิเทศ ปัญญานิเทศ นิเทศนี้คืออะไร ก็คือนิทาน เป็นนิทานเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ความจริงของศีล สมาธิ ปัญญาหรอก ถ้าต้องการรู้ความจริง ต้อปฏิบัติให้มีขึ้นในกาย วาจา ใจ ของตน

Cquote2.svg

ท่านพระอาจารย์มั่น มีความละเอียดมากในการสอนลูกศิษย์ เวลาพระองค์ไหนป่วยแล้วขอยา ท่านจะว่า นี่จะเอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่ง เอาพระพุทธเจาเป็นที่พึ่ง หรือเอายาเป็นที่พึ่ง ถือเอาศาสนาพุทธหรือศาสนายากันแน่ แต่ถ้าองค์ป่วย แล้วไม่ยอมฉันยา ท่านก็ติเตียนอีกว่า ยามี ทำไมไม่ยอมฉัน ทำไมทำตัวเป็นคนเลี้ยงยาก ฟังดูแล้วดูเหมือนลูกศิษย์ต้องโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง แต่ความหมายของท่านคือ ขอปราบทิฏฐิของลูกศิษย์ในเรื่องนี้ เพราะความดีไม่ได้อยู่กับการฉันยาหรือไม่ฉันยา แต่อยู่กับการใช้ปัญญาพิจารณาทุกข์นั้นต่างหาก

[แก้] สุบินนิมิตของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (ซ้ายสุด) และศิษย์พระภิกษุสายวัดป่า (จากซ้าย: หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร และพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) สันนิษฐานว่าถ่ายจากหน้าศาลาการเปรียญหลังเก่าของวัดป่าบ้านหนองผือ (ปัจจุบันคือวัดป่าภูริทัตตถิราวาส) บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

เป็นเรื่องเล่าของหลวงปู่มั่นเกี่ยวกับสุบินและนิมิตต่างๆ ในสมาธิที่ท่านเห็น ซึ่งได้ความเพลิดเพลินที่แฝงธรรมอยู่ด้วย

ณ ที่วัดเลียบเมืองอุบล หลวงปู่มั่นได้เพียรปฏิบัติภาวนามาอย่างไม่ลดละ การดำเนินจิตของท่านมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ มีนิมิตที่น่าสนใจสองครั้ง ครั้งแรก หลวงปู่เล่าว่าคืนหนึ่ง เราได้หลับไปแล้วแต่การหลับของเราขณะนั้นเหมือนจะตื่น เพราะเราต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอ ท่านรู้สึกว่าฝันไปว่าเดินออกจากบ้านเข้าสู่ป่าที่รกชัฏ พบต้นไม้ใหญ่ชื่อต้นชาด ถูกโค่นล้มอยู่กับพื้น กิ่งก้านผุพังแล้ว ท่านขึ้นไปยืนไปบนขอนต้นชาด มองไปข้างหน้าเห็นทุ่งกว้าง ทันใดมีม้าขาวมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ท่านขึ้นไปนั่งบนหลังม้า แล้วม้าก็วิ่งผ่านทุ่งไปจนสุดพบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ ท่านไม่ได้เปิดตู้ดูแล้วรู้สึกตัวตื่น

ท่านได้ทบทวนเรื่องที่ฝัน เกิดความรู้สึกมั่นใจในการปฏิบัติภาวนาของท่าน ภายหลังท่านได้ทำนายเหตุการณ์ที่ฝันให้ฟังว่า ที่ออกจากบ้านก็คือออกจากเพศฆราวาส ไปพบป่าชัฏแสดงว่ายังไปไม่ถูกทางจริงจึงต้องลำบากหนัก ที่ท่านได้ขึ้นไปบนขอนไม้ชาดที่ผุแล้วแสดงว่าชาตินี้อาจเป็นชาติสุดท้ายของท่าน เหมือนต้นชาดนั้นย่อมไม่สามารถงอกได้อีกแล้วท่านต้องแสวงหาต่อไป ทุ่งโล่งหมายถึงแนวทางที่ถูกต้องเป็นทางที่ไม่ลำบากนัก การได้ขี่ม้าขาวหมายถึงการเดินทางไปสู่ความบริสุทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว การพบตู้พระไตรปิฎกแต่ไม่ได้เปิดดูก็คือท่านคงไม่ถึงปฏิสัมภิทาญาณถ้าได้เปิดดูก็คงแตกฉานกว่านี้ เพียงได้ความรู้ถึงปฏิสัมภิทานุศาสน์สามารถสอนผู้อื่นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

หลวงปู่ได้เร่งความเพียรหนักขึ้นได้เปลี่ยนวิธีการคือพอจิตดำเนินถึงขั้นสงบนิ่งแล้วแต่ไม่หยุดที่ความสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน ยกกายขึ้นพิจารณาเรียกว่ากายคตาสติ โดยกำหนดจิตเข้าสู่กายทุกส่วนทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ให้จิตจดจ่อที่กายตลอดเวลาพิจารณาให้เป็นอสุภะจนเกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทาญาณ) บางครั้ง ขณะเดินจงกรมอยู่ปรากฏเดินลุยอยู่ข้างศพก็มี เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นเป็นเดือน ท่านว่าปรากฏปัญญาขึ้นมาบ้าง ไม่เหมือนทำจิตให้สงบอยู่อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาซึ่งได้แต่ความสุข ความอิ่มใจเฉยๆ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดความหวั่นไหวไปตามกิเลสอยู่ แต่การปฏิบัติในคราวหลังนี้ความรู้สึกหวั่นไหวได้ชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะไปถูกทาง

นิมิตครั้งที่สอง เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในช่วงต่อมา ได้เกิดนิมิตในสมาธิติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง ๓ เดือน วันหนึ่งหลวงปู่เกิดนิมิตในสมาธิว่า เห็นคนตายนอนอยู่ห่างจากตัวท่านราวหนึ่งศอก มีสุนัขกำลังกัดทึ้งซากศพ ดึงไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ ท่านจึงกำหนดพิจารณาดูซากศพทุกส่วน กำหนดขยายส่วนต่างๆ ขึ้นพิจารณาจนเห็นเด่นชัด สามารถกำหนดขยายหรือย่อส่วนได้ตามต้องการ (เรียกว่าปฏิภาคนิมิต) ยิ่งพิจารณาไปจิตก็ยิ่งสว่างไสวปรากฏดวงแก้วขึ้นมา แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ มากำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วเป็นอารมณ์

วาระต่อไปได้ปรากฏนิมิตเป็นภูเขาอยู่ข้างหน้า ท่านกำหนดจิตขึ้นไปดูเห็นมีห้าชั้น เดินขึ้นไปจนถึงชั้นที่ ๕ พบบันไดแก้วแล้วหยุดอยู่ที่นั่น ไปต่อไม่ได้จึงเดินทางกลับ ท่านได้พบว่าท่านได้สะพายดาบและใส่รองเท้าวิเศษไปด้วยในทุกครั้งที่เกิดนิมิต ในครั้งต่อไปเมื่อทำสมาธิ ก็เกิดนิมิตและดำเนินไปเหมือนเดิม เดินไปถึงที่เดิมเห็นกำแพงแก้วเปิดประตูเดินเข้าไป พบพระนั่งสมาธิอยู่ ๒ – ๓ องค์ ท่านเดินต่อไปจนถึงหน้าผาสูงชัน เดินต่อไปไม่ได้จึงกลับทางเดิม

ในครั้งต่อๆ ไป การทำสมาธิก็ดำเนินไปในแนวเดิมไปพบเห็นสิ่งต่างๆต่อไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่งได้สวนทางกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ) ท่านเจ้าคุณกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า “อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” แล้วก็เดินไป นิมิตในสมาธิเกิดต่อเนื่องกันไปนานถึง ๓ เดือน จนไปถึงที่สุดไม่มีนิมิตอะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่ความสุขสงบเหลือที่จะประมาณได้จนท่านเองสำคัญว่า “ตนของตนถึงความบริสุทธิ์แน่จริง หมดจากกิเลสแล้ว”

หลวงปู่ได้ยกประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นตัวอย่างสั่งสอนศิษย์ว่า “ระวังอย่าได้ไปหลงนิมิตเช่นนี้เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่เพียงแค่นี้ แล้วสำคัญตนผิด….เราเองก็เป็นมาแล้วและมันก็น่าจะหลงไหล เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ที่เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส ก็คือความเป็นเช่นนี้”

หลังจากที่หลวงปู่รู้ตัวว่าหลงไปตามนิมิตต่างๆแล้ว ท่านกับมากำหนดกายคตา จิตได้เข้าฐาน ปรากฏว่าได้เลิกหนังของตนออกหมดแล้วแหวะในกายพิจารณาทบทวนในร่างกายอย่างละเอียดแล้วพักจิต (มิใช่พิจารณากายไปโดยไม่หยุดพัก) ขณะที่พักก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอควร มีอาการไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหว จึงได้เปล่งอุทานว่า “นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตรวมสงบแล้วก็อยู่เฉยที่สงบนั้น ต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐาน คืออยู่ในการพิจารณาดูตัวทุกข์คือกายนี้เป็นตัวทุกข์และให้เห็นทุกข์อยู่ จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค ฯลฯ เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริงเห็นจริงอยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น จึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา”

มีครั้งหนึ่ง ปรากฏในนิมิตว่าร่างกายของท่านแตกออกเป็นสองภาค ท่านกำหนดจิตให้นิ่งจนเกิดความสังเวชสลดใจเห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด จึงถือเอาหลักที่ทำมาเป็นการเริ่มต้นเพราะมั่นใจว่าปฏิบัติถูกต้อง เป็นทางดำเนินจิตของท่านต่อไป

การปฏิบัติภาวนาในช่วงที่อยู่วัดเลียบแม้จะก้าวหน้าไปโดยลำดับแต่หลวงปู่มั่นตระหนักว่า “ยังไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่” ท่านจึงได้ออกธุดงค์เข้าป่าเพียงลำพังองค์เดียวไปทางนครราชสีมาเข้าดงพญาเย็น แสวงวิเวกไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายกเป็นป่าทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ เป็นสถานที่น่าประหลาดสำหรับพระธุดงค์ หลวงปู่มุ่งหน้าสู่ถ้ำไผ่ขวาง ชาวบ้านได้ทัดทานไว้เนื่องจากมีพระธุดงค์ไปมรณภาพที่ถ้ำแห่งนั้นถึง ๖ องค์แล้ว แต่หลวงปู่ตอบชาวบ้านว่า “ขอให้อาตมาเป็นองค์ที่ ๗ ก็แล้วกัน”

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมีความเด็ดเดี่ยวปฏิบัติธรรมมุ่งมั่นไม่กลัวตาย หากแต่กลัวกิเลสที่ย่ำยีจิตใจให้รุ่มร้อนมากกว่า ถ้ำแห่งนั้นเป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่โตนัก มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น บรรยากาศน่าสะพรึงกลัว ยิ่งตอนพลบค่ำยิ่งวังเวง แต่หลวงปู่ท่านเคยชินกับสภาพเช่นนั้นมากแล้ว จึงไม่มีอะไรทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้หลังจากจัดแจงสถานที่และเดินดูรอบๆบริเวณแล้ว พอค่ำลงสนิทท่านก็เริ่มบำเพ็ญภาวนาโดยนั่งสมาธิตลอดคืน ปรากฏว่าสว่างไสวไปหมดนับเป็นนิมิตที่ดียิ่ง

รุ่งขึ้นเช้าหลวงปู่ก็ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านไร่นั้น หลังจากฉันแล้ว ท่านก็พักกลางวันไปสักหนึ่งชั่วโมง พอลุกขึ้นรู้สึกตัวหนักไปหมด หนำซ้ำเกิดท้องร่วงอย่างแรง เมื่อสังเกตดูอุจจาระพบว่าอาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเลย ข้าวสุกยังเป็นเม็ด อาหารที่ทานเข้าไปยังอยู่ในสภาพเดิม ท่านจึงเข้าใจว่าพระองค์ก่อนๆ ที่มรณภาพไปก็คงเป็นเพราะเหตุนี้เองได้รำพึงกับตัวเองว่า “เราก็เห็นจะตายแน่เหมือนพระเหล่านั้น”

หลวงปู่ได้หาที่น่าหวาดเสียวที่สุด เห็นว่าริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่า “หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใครๆ”

ตั้งแต่บัดนั้นหลวงปู่ได้ตั้งปฏิธานแน่วแน่ว่า “ถ้าไม่รู้แจ้ง เห็นจริงก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด” หลวงปู่ได้นั่งสมาธิ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ลืมตาเลย ท่านเริ่มกำหนดจิตต่อจากที่เคยดำเนินมาครั้งหลังสุด ได้เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นอย่างชัดเจนทุกเม็ด แม้จะพิจารณาทุกอย่างที่ผ่านมาก็แจ้งประจักษ์ขึ้นมาในปัจจุบันหมด

ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่ ท่านได้พิจารณาไคร่ครวญดูว่าทำไมจึงมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่จิตของท่านเลยขั้นนิมิตแล้ว เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า “ลูกสุนัขนั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วน เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขหลายชาติ”

เมื่อพิจารณาโดยละเอียดได้ความว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขก็ยินดีในอัตภาพของมัน จึงต้องวนเวียนอยู่ในภพของมันตลอดไป

เมื่อหลวงปู่ทราบความเป็นไปในอดีตชาติของท่านก็เกิดความสลดจิตเป็นอย่างมาก ความสว่างไสวในจิตของท่านยังคงเจิดจ้าอยู่ แต่ทำไมยังมีการห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ไม่สามารถพิจารณาธรรมให้ยิ่งขึ้นไปได้เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ “การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน ซึ่งมีในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้เอง แล้วเมื่อไรจะได้ถึงคิวเป็นพระพุทธเจ้าตามความปรารถนา”

หลวงปู่ได้พิจารณาถึงภพชาติในอดีต ปรากฏว่า ท่านเคยมีตำแหน่งเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ (กรุงเดลฮีในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าได้ไปแสดงธรรมโปรดชาวกุรุรัฐ พระองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร หลวงปู่ซึ่งเป็นเสนาบดีในชาตินั้นก็ได้เจริญสติปัฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นพระองค์เถิด” ได้ความว่าหลวงปู่ได้ปรารภโพธิญาณมาตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องชะงักในการพิจารณาอริยสัจเพื่อทำจิตให้หลุดพ้นได้ ต้องสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าไม่ปล่อยวางความปรารถนานั้น

หลังจากได้ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ แล้ว หลวงปู่รู้สึกสลดใจที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีไปอีกนานแสนนาน ท่านจึงได้หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ แล้วตั้งใจเพื่อการบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน

และในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ได้นิมิตว่า “ได้เดินไปตามทางซึ่งโล่งเตียน สะอาด มีพระภิกษุสามเณรเดินตามไปเป็นจำนวนมาก ดูเป็นแถวยาวเหยียด เมื่อเดินไป เดินไปปรากฏว่าพระภิกษุ สามเณรเหล่านั้น ทั้งพระเถระผู้ใหญ่และผู้น้อย ต่างก็เดินไปคนละทาง บ้างก็แยกไปทางซ้าย บ้างก็แยกไปทางขวา บ้างก็ล้ำหน้าเดินไปอย่างไม่เกรงใจ ดูพลุกพล่านไป”

หลวงปู่ได้อธิบายนิมิตของท่านว่า “ในการต่อไปข้างหน้า จะมีผู้นิยมทำกรรมฐานภาวนากันมากขึ้น กับจะมีการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนากันมากจะมีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ คือต่างก็จะสอนไปตามความเข้าใจของตน จนถึงกับนำเอาการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนามาบังหน้า แล้วก็ดำเนินการไม่บริสุทธิ์ด้วยประการต่างๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ดีเท่าที่ควร” “แต่บางพวกก็ดี เพราะยังเดินตามเราอยู่ นี่มิได้หมายความว่าเราเป็นผู้วิเศษ แต่การดำเนินการของเรานั้น ได้ทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจมุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ โดยปฏิทานี้ ก็ทำให้ได้ผลทั้งตนเองและศิษยานุศิษย์ตลอดมา การที่ต่างคนต่างตั้งตนเป็นอาจารย์นั้น ย่อมทำให้เสียผลเพราะทำให้เกิดความลังเลแก่ผู้จะเข้ามาเรียนกรรมฐานภาวนาว่าจะถือเอาอาจารย์ไหนจึงจะถูก”

[แก้] อาจารย์สอนธรรม

ส่วนหนึ่งของศิษยานุศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เรียงลำดับจากด้านซ้าย
นั่งแถวหลัง: 1) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร 2) หลวงปู่ขาว อนาลโย 3) พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) 4) หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ 5) หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
นั่งแถวหน้า: 6) พระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต 7) หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ 8) พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ 9) หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร

หลวงปู่มั่นท่านเป็นอาจารย์สอนธรรมทางวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงมีผู้เคารพนับถือมาก หลวงปู่มีศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระเถระ อาทิ

หลวงปู่มั่นได้รับ สมัญญานามจากบรรดาศิษย์ว่า “พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน” เป็นผู้มีประวัติงดงาม เป็นฐานที่พึ่งอันมั่นคงตลอดจนเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ตลอดเวลาในเพศบรรพชิต ได้ปฏิบัติตนจนกระทั่งเป็น แบบอย่างที่ดี อันจะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยากยิ่ง[ต้องการอ้างอิง]

หลวงปู่มั่น ภูริทัตฺตมหาเถระ ละสังขารเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 อายุ80 ปี 56 พรรษา ณวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งต่อมาอัฐิของท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุในหลายที่ได้มีการแจกตามจังหวัดต่างๆที่ได้ส่งตัวแทนมารับ

อ้างอิง

  1. ^ คำว่าว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น” เป็นคำเรียกอย่างเคารพยกย่องจากลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
  2. ^ หลวงปู่มั่น. เว็บไซต์ญาติธรรมหลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52
  3. ^ หลวงปู่มั่น. เว็บไซต์วัดป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52
  4. ^ ประวัติ :หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต . เว็บไซต์โรงเรียนสตรีราชินูทิศ. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52
  5. ^ ตามรอยธรรม “หลวงปูมั่น” อิ่มบุญ อิ่มใจ . เว็บไซต์ ผู้จัดการ Online. เรียกข้อมูลเมื่อ 11-6-52

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ:
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
Wikisource
วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:
ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น
Wikisource
วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:
ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
 

Tags:

พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)

พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)
 พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (จนฺทสโร หมายถึง ผู้นำแสงสว่างมาสู่โลก ประดุจพระจันทร์ส่องสว่างยามราตรี) เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระมงคลเทพมุนี ศรีรัตนปฏิบัติ สมาธิวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาส หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ เดิมชื่อ สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2427 ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๒๔๖ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน ท่านนับเป็นองค์ปฐมบรมครูแห่งวิชชาธรรมกายในยุคปัจจุบัน
ชีวิตในช่วงต้น                เริ่มเรียนหนังสือกับพระภิกษุผู้เป็นน้าชาย ณ วัดสองพี่น้อง แล้วมาอยู่ ณ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในความปกครองของพระอาจารย์ทรัพย์ ปรากฏว่าเป็นผู้สามารถเรียน-อ่านภาษาขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้กลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง

                เมื่อท่านอายุได้ 14 ปีโยมบิดาได้ถึงแก่กรรมลงท่านจึงรับภาระดูแลการค้าแทน ท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักนับถือท่านและเนื่องจากท่านเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน อาชีพการค้าจึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง วันหนึ่งเมื่อท่านนำเรือเปล่ากลับบ้านพร้อมเงินรายได้จากการขายข้าวผ่านลัดคลองเล็กซึ่งชาวบ้านเรียกว่า คลองบางอีแท่น มีโจรผู้ร้ายชุกชุมท่านนึกถึงความตายขึ้นมา และได้อธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ ก็คงทำอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า ท่านบอกว่าเริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว จิตคิดเป็นห่วงมารดาเกิดขึ้น จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์ เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิต

อุปสมบทเดือนกรกฎาคม 2449 ขณะมีอายุย่างเข้า 22 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฉายาว่า สด จนฺทสโร พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ คู่สวดทั้งสองรูปอยู่วัดเดียวกัน คือวัดสองพี่น้อง ในการเรียนด้านคันถธุระในพรรรษาแรก ท่านสงสัยอยากรู้คำแปลคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งไม่มีใครทราบ ท่านจึงเกิดความดำริที่จะไปเรียนคันถุระต่อที่กรุงเทพ เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนากับองค์อนุสาวนาจารย์นับแต่วันบวช เมื่อบวชแล้วพอรุ่งขึ้นอีกวัน หลวงพ่อก็เริ่มลงมือปฏิบัติพระกรรมฐานต่อกับพระอาจารย์เนียม วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จำพรรษาอยู่วัดสองพี่น้อง 1 พรรษาเมื่อออกพรรษาที่วัดสองพี่น้องแล้ว ท่านจึงเดินทางมาจำพรรษา ณIวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อศึกษาด้านคันถธุระต่อ ในสมัยนั้นนิยมใช้หนังสือขอมที่จารลงในใบลาน ขณะที่ท่านเรียนทางด้านคันถธุระอยู่นั้น ก็ได้ปฏิบัติวิปัสสนาธุระควบคู่ไปด้วย โดยการศึกษากับพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักต่าง ๆ ท่านได้ไปศึกษากับ ท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ท่านพระครูฌาณวิรัติ วัดพระเชตุพน และสำนักของพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ จนได้ผลการปฏิบัติเป็นที่พอใจของพระอาจารย์ เมื่อได้ศึกษาภาวนาวีธีจนมีความรู้ความเข้าใจ ทั้งจากพระอาจารย์ทั้งจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ มีวิสุทธิมรรค เป็นต้น ได้แสวงหาที่หลีกเร้น มีความวิเวก เป็นสัปปายะต่อการปฏิบัติธรรมดังนั้นในพรรษาที่ 11 จึงได้กราบลา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เข้ม ) อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ เพื่อไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนบุรี
เข้าถึงธรรมกายในพรรษาที่ 11 ท่านได้ไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ท่านได้มีความคิดที่จะกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ตั้งแต่เช้าตรู่ “เราบวชมาจวนจะครบ 12 พรรษาแล้ว วิชชาของพระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดเลยสักวันทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระ อย่าเลย ควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเสียที” เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้วท่านก็รีบจัดการภารกิจต่างๆให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่มีเรื่องกังวลใจ เสร็จแล้วก็ได้เข้าเจริญภาวนาในอุโบสถ โดยตั้งใจว่าหากไม่ได้ยินเสียงกลองเพลจะไม่ยอมลุกจากที่ เมื่อตั้งใจแล้วก็หลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” เรื่อยไปจนกระทั่งความปวดเมื่อยและอาการกระสับกระส่ายเริ่มติดตามมา จิตก็ซัดส่ายกระวนกระวายจนเกือบจะหมดความอดทน แต่ได้ตั้งสัจจะไว้แล้วจึงทนนั่งต่อไป เมื่อไม่สนใจความปวดเมื่อยของสังขาร ในที่สุดใจก็ค่อยๆ สงบลงทีละน้อยแล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจชุ่มชื่นเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก

เย็นวันนั้นหลังจากได้ฟังพระปาฏิโมกข์กับเพื่อนสหธรรมิกแล้ว ท่านได้รีบทำภารกิจส่วนตัวสรงน้ำให้ร่างกายสดชื่นดีแล้ว จึงเข้าไปในอุโบสถแต่เพียงรูปเดียว เมื่อกราบพระประธานแล้วก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ขอให้พระองค์ทรงพระเมตตาโปรดประทานธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ยินดี ถ้าหากการบรรลุธรรมของข้าพระองค์ฯจักเกิดโทษแก่พระศาสนาก็ขออย่าได้ทรงประทานเลย แต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้ว ขอได้โปรดประทานแก่ข้าพระองค์ฯด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับเป็นทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต”

เมื่อได้ตั้งสัตยาธิษฐานแล้วท่านก็เริ่มนั่งหลับตา ขณะนั้นมีมดอยู่ในช่องแผ่นหินที่ท่านนั่ง กำลังไต่ขึ้นมารบกวนท่าน จึงหยิบขวดน้ำมันก๊าดขึ้นมา เพื่อจะทากันมด แต่แล้วก็คิดได้ว่า ชีวิตของเรา เราได้สละแล้วเพื่อการบำเพ็ญเพียร แต่เหตุไฉนจึงยังกลัวมดอยู่อีก จึงวางขวดน้ำมันก๊าดลง เจริญกัมมัฏฐานต่อไป จนถึงยามดึกจึงได้เริ่มเห็นดวงปฐมมรรคหรือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เมื่อได้รู้เห็นธรรมะแล้วท่านจึงได้เข้าใจว่า “พระธรรมนี้เป็นของลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่มนุษย์จะเข้าถึง การจะเข้าให้ถึงได้ต้องรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด ต้องหยุดเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับก็ไม่เกิดนี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้เป็นไม่เห็นเด็ดขาด” เมื่อมองเรื่อยไปก็เห็นดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมาแทนที่ดวงเก่า แต่ใสสว่างมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เห็นกายต่างๆ ตามลำดับจนกระทั่งถึง ธรรมกาย

ได้เริ่มเห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ( ธรรมกายโคตรภู ) ในระหว่าง มัชฌิมยามกับปัจฉิมยามติดต่อกัน ท่านได้รำพึงว่า ธรรมเป็นของลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ใครจะไปคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัย ของความตรึก นำ คิด ถ้ายังตรึก นึก คิด อยู่ก็ไม่ถึง ที่จะเข้าให้ถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิด นั้นหยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วก็ไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลายนี่เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด รำพึงอย่างนี้สักครู่ใหญ่ เกรงว่า ความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสียจึงเข้าที่ ดำรงสมาธิมั่น ต่อไปตลอดปัจฉิมยาม ในขณะดำรงสมาธิมั่น อยู่อย่างนั้น เห็นวัดบางปลา ปรากฏขึ้นในนิมิต จึงเกิดญาณทัสสนะขึ้นอยู่ว่า ธรรมที่รู้ว่าได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้ จะต้องมีผู้รู้เห็น ได้อย่าง แน่นอน ออกพรรษาแล้วได้ไปสอนที่วัดบางปลา 4 เดือน มีพระทำเป็น ได้พระธรรมกาย 3 รูป คือ พระสังวาลย์ พระแบน และพระอ่วม กับคฤหัสถ์ 4 คน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อ ก็เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ที่คนเคารพ รู้จักและยกย่องบูชากันทั่วไป คำว่า

ธรรมกาย นี้ มีพระบาลี รับรองว่า ตถาคตสส วาเสฏฐ เอตํ ธมมกาโยติ วจนํ ดูกรวาเสฏฐะ ธรรมกายนี้เป็นชื่อของพระตถาคต และมีพระบาลีปรากฏในอัคคัญญสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎกรับรองว่า ตถาคตสส เหตํ วาเสฏฐา อธิวจนํ ธมมกาโย อิติปิ ดูกรวาเสฏฐะ และภารทวาชะ เพราะคำว่าธรรมกายนี้เป็นชื่อของ ตถาคต

ได้รับสมณศักดิ์

  1. ในปี พ.ศ. 2464 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน
  2. ในปี พ.ศ. 2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่ พระภาวนาโกศลเถร ถือพัดยอดพื้นขาวอันเป็นตำแหน่งวิปัสสนาธุระ
  3. ในปี พ.ศ. 2494 ได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ
  4. ในปี พ.ศ. 2498 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระมงคลราชมุนี
  5. ในปี พ.ศ. 2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระมงคลเทพมุนี
คติธรรม

  • เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตมันเป็นห่วงเป็นใย

เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า “นิพพาน” ก็ได้

  • ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก
  • ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ
  • ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย

 

ละสังขารเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ ตึกมงคลจันทสร วัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อท่านมีอายุย่าง ๗๕ โดยปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา

 

วิชชา ธรรมกาย เป็นวิชชาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้สูญหายไปหลังจากที่พระองค์ทรงปรินิพพานไปได้ 500 ปี โดยประมาณ และได้รับการค้นพบอีกครั้ง โดยการเอาชีวิตเข้าแลกของ พระมงคลเทพมุนี ( หลวงพ่อสด หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) หรือที่เรารู้จักกันในนาม ” หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ “ นั่นเองการเรียนการสอนในสมัยที่ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่นั้น เป็นการสอนแบบปากต่อปาก โดยในวิชชาเบื้องต้น หลวงพ่อสด จะสอนเอง หรือให้ลูกศิษย์ของท่านเป็นผู้สอน ได้แก่ แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น เป็นต้น แต่ในวิชชาชั้นสูงนั้น หลวงพ่อได้สอนกันหมู่ศิษย์ที่เป็น ธรรมกาย ชั้นสูงเท่านั้น โดยรวมกันทำวิชากันในกุฏิของหลวงพ่อ (สมัยนั้นเรียกว่า “ โรงงานทำวิชา ”) คนที่จะไปรู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ได้ ต้องเป็น วิชชา ธรรมกาย ชั้นสูง แล้วเท่านั้น เนื่องจากความละเอียด ซับซ้อน ของวิชชานั่นเอง ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะเข้าใจได้ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะศึกษา วิชชา ธรรมกาย นั้น ขอท่านได้โปรดทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

1. ขอท่านโปรดวางความรู้ดั้งเดิมที่ท่านเคยเคยได้รับรู้มาเสียก่อน (เท่าที่ท่านจะสามารถทำได้) เป็นการชั่วคราว ซึ่งความรู้ดั้งเดิมนั้น ทำให้เกิดข้อจำกัดขึ้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ท่านตั้งขึ้นมาในใจเอง โดยหาที่มาที่ไปไม่ได้

โดยความเข้าใจผิดต่างๆ นั้น ได้แก่

การเรียนวิชา ธรรมกาย ชั้นสูงจะต้องรอให้เห็นวิชชาเสียก่อน ถึงจะสามารถอ่านตำราวิชชา ธรรมกาย ได้

ท่านได้ตั้งข้อจำกัดให้กับตัวท่านเองแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว ขอท่านลองคิดต่อไปว่า ตำราทำไว้ให้ท่านอ่าน ให้ท่านศึกษา ถ้าท่านไม่อ่าน ไม่ค้นคว้า ตำราที่เขียนไว้ก็ไม่มีประโยชน์ และความรู้ก็มีแต่จะกร่อนและสูญไปเรื่อย ๆ นั่นประการหนึ่ง และถ้าหากท่านไปเห็นวิชชาในตอนที่อายุมากแล้ว การศึกษาเรียนรู้ของท่านจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเทียบเท่ากับเมื่อท่าน อายุยังน้อยได้หรือ? ขอท่านโปรดตรองเหตุผลนี้ดู

และถ้าหากท่านไม่เห็นเลย ชาตินี้ท่านก็ไม่ได้อะไรไปเท่าไร ชาติหน้ามันแน่อยู่หรือ? ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านจะพบกับวิชชาได้เหมือนกับชาตินี้?

ถ้าอ่านตำราแล้ว การรู้เห็นก็จะเป็นไปตามตำรา ในประเด็นนี้ขอท่านทำความเข้าใจคร่าว ๆ ก่อนว่า วิชชา ธรรมกาย ได้รับการค้นพบและพัฒนาทางวิชชามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยประสบการณ์ของ หลวงพ่อวัดปากน้ำ และคณะศิษย์ที่ได้ทำวิชชามาแล้วในครั้งอดีต อย่างน้อย ๆ เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี หลังจากนั้นจึงได้นำเอาประสบการณ์ทางวิชชาที่ได้ประสบมาหลายปีนั้นมาเขียนเป ็นตำราวิชชา ธรรมกาย ขึ้นมา ถ้าท่านไม่อ่านตำรา ท่านก็จะต้องคิดค้นวิชชาเอาเอง ท่านต้องลองผิดลองถูกเอาเอง ท่านต้องใช้ระยะเวลากี่ปี กว่าที่ท่านจะสามารถค้นคว้าความรู้ได้เท่ากับที่ หลวงพ่อสด และคณะศิษย์ค้นคว้า ซึ่งเป็นการเสียเวลาในการศึกษาไป

ดังนั้น ขอท่านโปรดอ่านตำรา และศึกษาตามตำราให้กระจ่างชัดเถิด หลังจากนั้น หากความรู้ของท่านพ้นเกินจากตำราของหลวงพ่อแล้ว จะเป็นบทบาทของท่านที่จะต้องคิดวิชชาใหม่ ๆ ต่อไป เป็นการต่อยอดความรู้ต่อไป และไม่ทำให้วิชชาสูญหายไปอีกด้วย

2. ขอให้ท่านศึกษาทุกวิชชาจากทุกตำราให้จบเสียก่อน โดยวิธีการอ่านให้จบทุกเล่ม ไม่ว่าท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม ยังไม่ต้องตัดสินอะไรทั้งนั้น ขอเพียงแค่อ่านให้จบเท่านั้นเอง แล้วท่านจะพบความลึกซึ้งและความเป็นเหตุเป็นผลของวิชชา ที่เชื่อมโยงกันได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งเชื่อว่า ในตำราเหล่านี้ จะต้องสามารถตอบข้อสงสัยของท่านได้อย่างแน่นอน

3. ท่านสามารถศึกษาโดยการอ่านได้จาก ตำราฉบับดั้งเดิม หรือหากท่านไม่เข้าใจในสำนวนภาษาแบบโบราณ (ในสมัยของ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ) ก็ขอให้ท่านอ่านบทขยายความและแนวเดินวิชชา ซึ่งจัดทำโดย นาย การุณย์ บุญมานุช อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ได้

4. ขอท่านโปรดศึกษาค้นคว้าในวิชาในหลักสูตรเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อปูพื้นฐานความรู้ของท่าน จากนั้นค่อยยกระดับสู่วิชชา ธรรมกาย ในระดับที่สูงกว่าต่อไป หรือถ้าท่านจะศึกษาจากวิชชาธรรมกาย ชั้นสูงก่อนก็ย่อมได้ แต่ขอท่านอย่าเพิ่งด่วนตัดสินผิดถูก ขอให้อ่านให้ทั่วเสียก่อน ให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเสียก่อน ให้เข้าใจอย่างแท้จริงเสียก่อน หลังจากนั้น หากท่านจะวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยเหตุผลประการใด ก็ย่อมทำได้ แต่ในเบื้องต้นนี้ ขอเพียงท่านน่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วนเสียก่อน

การเรียนวิชชา ธรรมกาย มีข้อพึงระวังดังต่อไปนี้

วิชชาต้องถูกต้องตามตำรา!! ในเบื้องต้นถ้าท่านยังไม่เข้าใจในประเด็นไหนก็ตาม ขอท่านโปรดสอบความรู้จากจากครูบาอาจารย์เสียก่อน อย่าเพิ่งด่วนสรุปความเห็น เพราะอาจจะทำให้วิชชาผิดเพี้ยนไปได้ ซึ่งถ้าวิชชาผิดเพี้ยนแล้ว จะไม่เป็นผลดีต่อการศึกษาวิชชาของท่านอย่างแน่นอน

การอ่านสิบเที่ยว ไม่เท่าเรียนกับครูบาอาจารย์เพียงครั้งเดียว!! ถ้าท่านมีโอกาสขอท่านได้โปรดติดต่อได้ที่ ผู้ประสานงานได้แก่ คุณ เจษฏา สุนันท์ชัย เบอร์โทร 083-911-3999 หรือ ติดต่อมาได้ที่ ธรรศ ธนบรมัตถ์ เบอร์โทร 089-488-1788

รู้ญาณทัสสนะ!! เมื่อท่านฝึกปฏิบัติจริงแล้ว บางท่านอาจจะเกิดญาณทัสสนะขึ้นมา ขอท่านได้โปรดตรวจสอบก่อน โดยรู้ญาณที่เห็นนั้นต้องเป็นไปตามตำราก่อนในเบื้องต้น แต่ถ้าท่านพบเห็นอะไรที่นอกเหนือจากตำรา ขอท่านโปรดวางใจเป็นกลางไว้ก่อน อย่าด่วนเชื่อ รู้ญาณ นั้น แม้ว่าสิ่งที่ท่านได้รู้ได้เห็นนั้นจะชัดเจนเพียงใดก็ตาม ท่านลองคิดดูว่า ในทางโลก เราใช้ตาเนื้อของเราเห็น เรายังมีโอกาสถูกพวกต้มตุ๋น 18 มงกุฎ มาหลอก มาล่อลวงเราได้ แล้วการรู้เห็นในขณะที่ท่านหลับตาเล่า? ถ้าท่านเชื่อโดยไม่ผ่านการตรวจสอบก่อน ถือว่าท่านประมาทแล้ว ดังนั้น เมื่อท่านรู้เห็นอะไรก็ตามจากญาณทัสสนะของท่าน ท่านจะต้องตรวจสอบเสียก่อนเสมอไปว่า สิ่งที่ท่านเห็นในญาณทัสสนะนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยทางวิชชาหรือสอบถามไปยังครูบาอาจารย์ต่อไป

ความทันสมัยของวิชชา!! นวัตกรรม เทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่าง ๆ ในทางโลกต่างก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิชชา ธรรมกาย ก็เช่นเดียวกัน มีการพัฒนาทางวิชชาอยู่เรื่อยมา บางวิชชาที่ท่านศึกษาอยู่นั้น อาจจะเก่าไปแล้วสำหรับในยุคนี้ แต่ก็ขอให้ท่านศึกษาเพื่อรู้ไว้ก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานและเป็นการเรียนประวัติศาสตร์การค้นคว้าวิชชาในอดีต ส่วนในการเดินวิชาภาคปฏิบัติจริงนั้น ขอท่านติดตามการเปลี่ยนแปลงทางวิชชาได้ที่ Website แห่งนี้ หรือผู้ประสานงานข้างต้น

ขอทุกท่านประสบความสำเร็จในการศึกษา ค้นคว้าวิชชา ธรรมกาย ทุกท่าน คณะผู้จัดทำขอเอาใจช่วยทุกท่าน และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การปฏิบัติ และการสอนผู้อื่น ดังนั้น ขอให้ท่านช่วยกันเผยแพร่วิชชา ธรรมกาย ที่ถูกต้องออกไปให้กว้างไกลทั่วโลก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม และเมื่อท่านเผยแพร่แล้ว ขอท่านโปรดถือคติของ คุณลุง การุณย์ บุญมานุช ที่ว่า “ศิษย์ต้องเก่งกว่าอาจารย์เสมอไป ถ้าศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ โลกก็เจริญ ธรรมก็เจริญ ถ้าศิษย์เก่งน้อยกว่าอาจารย์โลกก็ไม่เจริญ และธรรมก็เจริญไม่ได้” เพื่อให้คนรุ่นหลังต่อจากท่านได้ศึกษาเรียนรู้ต่อยอดพัฒนาวิชชาต่อไป
  >> ตำราวิชชาธรรมกายแบบดั้งเดิม
>> หลักสูตรปกิณกะ
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตรเบื้องต้น
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตรระดับกลาง
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตรชั้นสูง
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตร ปราบมาร (วิชาสะสางธาตุธรรม)
>> คู่มือการสอนวิชชาธรรมกาย

ความรู้ลึกลับเรื่อง พระมหากัสสปะ หลวงพ่อสด และพระศรีอาร์ย

“หลับอยุ่” เขียนว่า: พระพุทธเจ้า พระกัสสปะ หลวงพ่อสด ท่านเหนือภพ3ไปแล้วคุณพลศักดิ์

ผมอธิบายไปแล้ว ใน 3 รายนี้มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เหนือภพ 3 คือ เข้านิพพานไปแล้ว เพราะเสร็จกิจแล้ว แต่หลวงพ่อสด และพระกัสสปะ ยังไม่เสร็จกิจ จึงยังไม่เข้านิพพาน เรื่องหลวงพ่อสด ผมนำตอนที่ท่านตอบหลวงพ่อฤาษีลิงดำเรื่องท่านเข้านิพพานหรือยัง มาให้อ่านแล้ว เมื่อคุณ”หลับอยุ่”ยังไม่ได้อ่าน ก็ลองอ่านอีกทีก็แล้วกัน

หลวงพ่อสดบอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนที่พบกันที่ พระจุฬามณีเจดียสถานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ว่า:

“แกเสือกบอกเขาแล้วว่า ข้าไปอยู่นิพพาน แกมาถามข้าทำไม”
หลวงพ่อฤาษีลิงดำก็ถามท่านอีกว่า
“หลวงพ่อไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไปผมก็โกหกเขานะ”
หลวงพ่อสดตอบว่า
“ไม่โกหกหรอก ข้าไปนิพพานแน่” แต่ท่านไปบอกว่าจะไปเมื่อไร แต่สานุศิษย์สำนักธรรมกายและวัดปากน้ำต่างยืนยันว่า ท่านยังไม่ไปนิพพาน เดินวิชาปราบมารต้านอำนาจมารที่คอยก่อกวนโลกอยู่

ส่วนเรื่องพระกัสสปะยังไม่เข้านิพพาน เพราะยังไม่เสร็จกิจ เมื่อคุณไม่เชื่อผมก็ลองอ่านเรื่องนี้ดู หลวงปู่บุดดา สนทนาธรรม กับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

หลวงปู่สิม กัสสปโบราณโน่น

หลวงปู่บุดดา กัสสปโบราณหรือ ?

หลวงปู่สิม มีเทปนี้มา คือว่าเปิ้นขึ้นไปเทศน์ให้ฟังนั้น ไปในนามคนทรง สองครั้งแล้วท่านขึ้นไปเทศน์ให้ฟัง ในถ้าผาปล่องน่ะ เปิ้นมีเมตตาอย่างใดบ่ฮู้ กัสสปน่ะ มารู้ข่าวว่าท่านยังไม่ทันเข้านิพพาน

หลวงปู่บุดดา ยัง

หลวงปู่สิม แน่ะ หลวงปู่ยังฮู้นี่ บ่เข้านิพพานไปอยู่ไหนล่ะ ในเมื่อท่านเข้านิพพานไปแล้ว ท่านเคยมาหาหลวงปู่ บ่

หลวงปู่บุดดา ท่านคอยพระศรีอารย์อยู่ คอยพระศรีอารย์เวลาเทศน์จบแล้ว จะเป็นภาพทำศพอีก ๘ หมื่นปี นั่นแหละ

หลวงปู่สิม นึกว่าได้นิพพานแล้ว ไปนิพพานเลยแม่นแล้ว ฟังข่าวหลวงปู่ ยังไม่ทันไปนิพพาน ยังคอยพระศรีอารย์อยู่

หลวงปู่บุดดา ยังคอยเจ้าภาพศพ มีเวลามาเทศน์ ๘ หมื่นปี เสร็จแล้วจึงจะมาเผาศพ

พึงตระหนักว่า..ข้อความสนธนาสุดท้ายระหว่างหลวงปู่บุดดากับหลวงปู่สิมชี้ว่า ศพของพระมหากัสสปะจะโดนเผาในอีก 80,000-86,000 ปี ที่ยังระบุปีไม่ได้ เพราะคำว่า “(พระศรีอาร์)มีเวลามาเทศน์ ๘ หมื่นปี เสร็จแล้วจึงจะมาเผาศพ” มันตีความลำบาก

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยอธิบายว่า พระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้าจะปรินิพพานพร้อมกับพระมหากัสสปะ “เวลาที่พระศรีอาริย์จะนิพพานท่านก็เอาศพพระมหากัสสปะใส่พระหัตถ์ อธิษฐานเตโชธาตุเผา เมื่อเผาแล้วก็อาศัยเหตุนี้เป็นปัจจัยพระองค์จึงนิพพาน” (เผาด้วยไฟกสิณจากเตโชธาตุไปพร้อมกัน)

 

Tags:

โอรสสมเด็จพระนเรศวร

ข้อมูลที่ Pantip.com

ข้าพเจ้าจะนำเสนอต่อไปนี้เป็นบทความทางประวัติศาสตร์ในสมัย พระนเรศวร โดยบทความนี้เป็นบทความการวิเคราะห์ถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับ พระราชโอรสของ พระนเรศวร ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ได้เสนอความคิดที่ว่า “ พระนเรศวร ทรงมีพระราชโอรสอยู่จริง และทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา พร้อมทั้งได้ทำการวิเคราะห์ถึงที่มาและที่ไปของพระราชโอรสพระองค์นี้ และความน่าจะเป็นของพระราชโอรสองค์ดังกล่าว

 ป.ล. บทความชิ้นนี้ยังไม่ถือเป็นที่สรุปในทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากบรรดานักประวัติศาสตร์ต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปตามมุมมองของแต่ละบุคคล โอรสสมเด็จพระนเรศวร : สมภพ จันทรประภา : แถลงงานประวัติศาสตร์และเอกสารโบราณคดี ปีที่ 6 เล่มที่ 3 เดือน กันยายน 2515

โอรสสมเด็จพระนเรศวร

มีคนเป็นอันมากเชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงมีพระราชโอรส แม้สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ก็ทรงพระนิพนธ์ไว้ในพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรก็ว่าไม่มี ผู้เขียนเองก็เคยเชื่อเช่นนั้นมาช้านาน ครั้นต่อมาอ่านหนังสือมากเข้าก็ชักแคลงใจ ตั้งข้อสังเกตและติดตามก็พบว่า ความที่เคยเชื่อนั้นไม่ถูกต้อง จึงเป็นเหตุให้เขียนบทความนี้ขึ้น หนังสือที่ชวนให้คิดให้สังเกตก็มิใช่หนังสือลับลี้อันใด เป็นหนังสือพงศ่วดารฉบับพระราชหัตถเลขา ๑ พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ๑ คำให้การขุนหลวงหาวัด ๑ จดหมายเหตุวันวลิต ๑ กฎมณเฑียรบาล ๑ ซึางล้วนเป็นหนังสือที่ทางราชการรับรองและจัดพิมพ์ทั้งสิ้น
พระนามเจ้านายที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะเป็นพระราชโอรสพระนเรศวรนั้นคือ

๑. พระมหาธรรมราชา หรือ พระฝ่ายหน้า
๒. พระอินทราชา หรือพระเจ้าทรงธรรม
๓. พระศรีศิลป์
๔. พระองค์ทอง

ที่สำคัญจะต้องพิจารณาคือ พระมหาธรรมราชา กับพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระศรีศิลป์ และพระองค์ทองนั้นนับเนื่องอยู่ในพระเจ้าทรงธรรมเพราะปรากฏชัดว่าเป็นพระอนุชา แต่การที่จะพิจารณาพระมหาธรรมราชา กับพระเจ้าทรงธรรมเพียง ๒ พระองค์นั้น ความจะไม่สมบูรณ์ ต้องพิจารณาพระราชประวัติเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ พระราชโอรสในพระเอกาทศรถด้วย เพราะเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ รับรัชทายาทพระเอกาทศรถ ความในพงศาวดารและจดหมาย เหตุไม่ชัดระหว่างเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์และพระเจ้าทรงธรรม * ( 1 ) ดังนั้นจึงจะพิจารณาเรื่องเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ด้วยอีกพระองค์หนึ่ง รวมเป็น ๓ พระองค์

ว่าด้วยพระมหาธรรมราชา โอรสพระนเรศวร

พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกไว้เกี่ยวกับพระมหาธรรมราชา โดยความดังต่อไปนี้

“ ลุศักราช ๙๕๓ ปีเถาะตรีนิศก พระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้เป็นพระยาละแวก ก็ให้พระยากระลาโหมผู้ลูกเขยมากราบทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ว่าพระยาอ่อนอันหนีไปอยู่ด้วยซองพรรค์ในตำบลแสงสโทงนั้น ประมูลซองพรรค์ทั้งปวงได้มากแล้ว ว่าจะยกมารบพระยาละแวก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธ-เจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระมหาธรรมราชา และช้างเครื่อง ๕๐ ช้าง ม้า ๑๐๐ พล ๑๐,๐๐๐ และเจ้าพระยาธรรมาธิบดี เจ้าพระ-ยาสวรรคโลก พระยากำแพงเพ็ชร พระยาสุโขทัย พระยาพันธารา ยกไปโดยทางโพธิสัตว์ และมีพระราชกำหนดไปให้พระยาละแวกยกทัพมาบรรจบด้วยทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และให้ยกไปตีทัพพระยาอ่อนในตำบลแสงสโทงนั้น ครั้นตีทัพพระยาอ่อนแตกฉานแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ก็ยกทัพคืนมาโดยทางพระนครหลวงมาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”

ศักราชที่ปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา นักประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้พิจารณากันแล้วว่าช้าไป ๑๒ ปีเสมอ ศักราชที่แม่นยำนั้นตกลงกันว่าเป็นพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ดังนั้นศักราชดังกล่าวข้างบนจึงตกลงกันว่าเป็นศักราช ๙๖๕ ปีเถาะ เช่นเดียวกัน พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ฯ บันทึกว่า

“ศักราช ๙๖๕ เถาะศก ทัพพระฝ่ายหน้า*เสด็จไปเอาเมืองขอมได้”
ดังนั้นจากความในพงศาวดารทั้ง ๒ ฉบับ จึงกล่าวได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งเป็นอย่างน้อย ทรงพระนามเป็นทางราชการจารึกในพระสุพรรณบัตรว่า “พระมหาธรรมราชา” และเรียกกันเป็นสามัญว่า “พระฝ่ายหน้า” ที่เรียกว่าพระฝ่ายหน้านั้นก็คือเรียกตามกฎมณเฑียรบาล ตำแหน่งพระมหาธรรมราชาที่เป็นสมเด็จพระชนก-นาถอันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงสถาปนาขึ้นนั้นมีอำนาจสูงถึง “พระบัณฑูร” ปรากฏในพงศาวดารอันเป็นคำสั่งศักดิ์สิทธิรองลงมาจาก “พระโองการ” ตามลักษณะการปกครองของไทยแต่โบราณมีปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งต่างกับของเขมร เพราะเขมรนั้นคำสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า “พระบัณฑูร” ส่วนคำว่า “พระโองการ” เขมรหมายถึงพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน

ดังนั้นจึงไม่เป็นของแปลกอันใดที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ จะเรียก พระมหาธรรมราชา พระราชโอรสสมเด็จพระนเรศวรว่า พระฝ่ายหน้าและพงศาวดารเขมรเรียก “ไผทนา” ซึ่งหาใช่หมายถึง พระเอกาทศรถไม่ เพราะพระเอกาทศรถนั้นสูงพ้นจากตำแหน่งพระฝ่ายหน้าขึ้นไปเป็นพระเจ้าอยู่หัว ใช้พระราชโองการมาแต่แรกสมเด็จพระนเรศวรขึ้นเสวยราชย์ ไม่ได้ใช้พระบัณฑูร หลักฐานมีอยู่ในกฎหมายเก่า และในพงศาวดาร

จุลศักราช ๙๖๕ ที่พระมหาธรรมราชา ราชโอรสเสด็จไปตีเขมรนั้นตรงกับ พ.ศ. ๒๑๔๖ ก่อนสมเด็จพระนเรศวรสวรรคต ๒ ปี สมเด็จพระนเรศวรเมื่อสวรรคตนั้นพระชนม์พรรษาได้ ๕๐ พรรษา พระมหาธรรมราชาควรจะมีพระชนม์ราว ๒๐ – ๓๐ พรรษา แต่ถ้าดูจากชื่อขุนนางที่ตามเสด็จไปรบเขมร และพิจารณาตามจะเห็นว่าพระชนม์คงราว ๒๐ – ๒๕ เพราะสงครามครั้งนั้นเล็กน้อย ใช้ทหารเพียงหมื่นคน แต่ขุนนางแม่ทัพนายกองใช้ขนาดหนักๆถึง ๕ คน มีคนหนึ่งซึ่งควรตั้งข้อสังเกตไว้ คือ พระยากำแพงเพ็ชร เพราะมีเรื่องที่จะต้องกล่าวถึงข้างหน้า

การตรัสสั่งให้สมเด็จพระราชโอรสเป็นแม่ทัพครั้งนี้ ชอบที่จะเป็นการสร้างเสริมพระบารมี ประทานให้โดยการประเดิมศึก วิธีการเช่นนี้ในกรุงรัตนโกสินทร์ก้มีในรัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งรับมอญอพยพตรัสสั่งให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เมื่อยังทรงพระเยาว์เป็นแม่ทัพออกไปคอยรับและป้องกันการตามตี โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้ใหญ่กำกับไป

สมเด็จพระราชโอรสของพระนเรศวรพระองค์นี้พระนามลับลี้ไป ไม่ปรากฏในพงศาวดารอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีประการใด มีคนกล่าวว่าถ้าสมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรสจริง เมื่อสิ้นรัชกาลควรที่จะได้สืบราชสมบัติต่อ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่ามี สำหรับเรื่องนี้ถ้าสังเกตพงศาวดารไทยให้ดีจะพบว่าคติไทยตั้งแต่สุโขทัยเป็นต้นมา ถือน้องสำคัญกว่าลูก เห็นได้ตั้งแต่พระรามคำแหงคือเมื่อสิ้นรัชกาลพ่อขุนบาลเมือง โอรสของพ่อขุนบาลเมืองซึ่งอาจจะมีหรืออาจจะไม่มี ไม่ได้เสวยราชย์ เพราะถึงมีก็สู้บุญบารมีพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้ คนไทยคิดถึงความมั่นคงของแผ่นดินยิ่งกว่าอื่น โอรสพระบรมไตรโลกนารถคือ พระบรมราชาเสวยราชย์ได้ไม่กี่ปีก็สวรรคต เมื่อสวรรคตแล้วพระราชโอรส ก็มิได้เสวยราชย์ต่อ ราชสมบัติตกเป็นของพระรามาธิบดีที่ ๒ พระอนุชา ที่ยกมานี้พอเป็นตัวอย่างในอยุธยา หากจะยกตัวอย่างในรัตนโกสินทร์ขึ้นมาตั้งเป็นคำถาม ก็จะตอบกันได้ยากว่า หากกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทสวรรคตทีหลังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าแล้ว สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าจะได้ราชสมบัติหรือไม่ และถ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ สวรรคตทีหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แล้ว ราชสมบัติจะเป็นของท่านผู้ใด พระปิ่นเกล้าฯนั้นใช้พระบวรราชโองการไม่ใช้พระบัญฑูร

สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชโอรสพระนเรศวรนั้นบุญบารมีย่อมสู้พระเอกาทศรถไม่ได้เป็นของแน่ ดังนั้นราชสมบัติจึงต้องเป็นของพระเอกาทศรถ ฐานะของพระมหาธรรมราชาเมื่อสิ้นรัชกาล สมเด็จพระนเรศวรก็เปลี่ยนจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระมหาธรรมราชาพระบัณฑูรมาเป็นสมเด็จพระราชนัดดา แต่จะรับพระบัณฑูรด้วยหรือไม่ ไม่ปรากฏ เชื่อว่าคงจะไม่ได้รับไว้ดังเดิมเพระาปรากฎว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าสุทัศน์ ของพระเอาทศรถ เป็นมหาอุปราชรับพระบัณฑูร ยศเจ้าฟ้านั้นเพิ่งมีในเมืองไทยในสมัยพระมหาธรรมราชา พระชนกนารถของพระนเรศวร เจ้าฟ้าองค์แรก คือ พระมหาธรรมราชาพระชนกนารถ พม่าตั้งเป็นเจ้าฟ้าสองแคว หมายถึงเจ้าฟ้าครองเมืองสองแคว (พิษณุโลก) และพระเอกาทศรถทรงมีพระโอรสเป็นเจ้าฟ้านั้น ปากฎแล้วในพงศาวดาร ๒ องค์ คือเจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ถ้าเชื่อตามคำให้การของขุนหลวงหาวัดก็ต้องว่าประสูติแต่พระสวัสดี พระอรรคมเหษีในพระเอกาทศรถ ส่วนพระนเรศวรนั้นคำให้การของขุนหลวงหาวัดว่าพระมเหษีทรงนามว่า พระมณีรัตนา พระราชโอรสย่อมเป็นเจ้าฟ้าเพราะตำแหน่งพระมหาธรรมราชาสูงกส่าตำแหน่งเจ้าฟ้า กล่าวคือพระบัณฑูรนั้นกั้นฉัตร ๗ ชั้น ส่วนเจ้าฟ้ากั้นฉัตร ๕ ชั้น

เจ้าฟ้าพระมหาธรรมราชาหายไปไหน ถ้าไม่หายเสด็จอยู่ได้อย่างไร ในฐานะใดจมลงได้หรือไม่เพียงใด เพราะในพงศาวดารรัชกาลพระเอกาทศรถ ตอนกระทำการพระราชพิธีอาศวยุช บันทึกว่า

“จึงให้ตั้งเรือแห่และให้เทียบเรือต้นและเรือแข่งทั้งปวงตามกระบวน จึ่งให้เบิกพระราชกุมารและพระราชนัดดา และท้าวพระยาสามนตราราชมหาเสนาบดีทั้งปวง มาประชุมในหน้าพระที่นั่งอรรณพ และให้เบิกฑูตานุฑูตอันมาแต่เมืองตองอูและเมืองลานช้างนั้นมาถวายบังคม”

พระราชนัดดาในที่นี้มีผู้ใดบ้าง และจะเป็นพระราชโอรสของผู้ใดถ้าไม่ใช่สมเด็จพระนเรศวรเพราะโดยคำย่อมเข้าใจว่าเป็นนัดดา ที่เป็นโอรสในพระเจ้าแผ่นดิน จะว่าเป็นพระราชนัดดาของพระเอกาทศรถที่เกิดจากเจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราช ก็ดูจะยังทรงพระเยาว์เกินกว่าที่จะออกมหาสมาคมมีแขกเมืองเฝ้า

ควรพิจารณาถึงพระมหาธรรมราชา โอรสองค์ใหญ่พระนเรศวรฯ ว่าหายไปไหนเพราะจากจดหมายของคนฮอลันดา ๒ คน ชื่อ คอร์เมดิสฟอนนิวโรด และแมร์เทนเฮาท์แมน ที่ฝ่ายมามีอยู่ตอนหนึ่งว่ามีเจ้านายที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งออกไปจากอยุธยา ไปอยู่กับพวกเมืองล้านช้าง และนำกำลังทัพล้านช้างยกมาดังกล่าว เจ้านั้นชื่อ Tioufar Tanaw กรมศิลปากร โดยคุณนันทา แปลว่า เจ้าฟ้าธนะซึ่งถ้าจะแปลแบบลากความก็แปลว่า เจ้าฝ่ายหน้าก็ได้เจ้าฟ้า ธ.หน้า ก็ได้ แต่ “ไผทนา” ตามพงศาวดารเขมรใกล้มาก แต่จะอย่างไรก็ตาม ท่านผู้นี้เป็นเจ้าฟ้า ก็เจ้าฟ้าในอยุธยาเวลานั้นจะมีได้สักกี่องค์ มีได้เพียงพระเจ้าลูกเธอในสมเด็จพระนเรศวรกับในพระเอกาทศรถเท่านั้น และเป็นลูกเธอในพระภรรยาเจ้าด้วย จึงจะเป็นได้ พระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๒ พระองค์ ก็ไม่ปรากฎว่าจะทรงมีเวลาที่จะหาความสำราญในศฤงคารได้ ยศเจ้าฟ้าก็เพิ่งแรกมีดังว่าไว้ ดังนั้นไม่บาปไม่กรรม เจ้าฟ้าองค์นี้ควรเป็นโอรสองค์ใหญ่สมเด็จพระนเรศวร คือ องค์ที่เป็นพระมหาธรรมราชาพระฝ่ายหน้า เพราะเป็นผู้มีชื่อเสียงด้วย

เป็นของแน่ที่คงมีผู้ปรารถนาที่จะได้เห็นพระราชโอรสของพระนเรศวรขึ้นเสวยราชย์อย่างน้อยก็มีออกพระนายไวย หรือวงศ์วารพระยากำแพงเพ็ชร แต่ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถคงจะทำได้ยาก พระมหาธรรมราชาโอรสพระนเรศวรคงมีอันเป็นอะไรสักอย่างในแผ่นดินนั้นตอนตั้งอุปราช เพราะความปรากฎชัดว่าราชสมบัติจะตกเป็นของเจ้าฟ้าสุทัศน์โอรสพระเอกาทศรถลูกน้อง พระมหาธรรมราชาจะติดสนมหรือหนีออกจากเมือง ถ้าหนีก็คือองค์ที่กล่าวว่าไปอยู่ล้านช้าง

ในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามีความตอนหนึ่งว่า ใน พ.ศ. ๒๑๕๐ หลังจากงานอาศวยุชซึ่งมีทูตตองอูและล้านช้างมาในงานและทูตลากลับแล้ว มีการสถาปนาเจ้าฟ้าสุทัศน์ขึ้นเป็นอุปราชรับพระบัณฑูร เจ้าฟ้าสุทัศน์เป็นอุปราชได้ ๔ เดือนเศษ ก็กราบทูลพระกรุณาว่า “จะขอพิจารณาคนออก” สมเด็จพระเอกาทศรถตรัสว่า “จะเป็นกบฎหรือ” ความตอนนี้ไม่แจ่มแจ้งราวกับจงใจ

“คน” อะไรที่เจ้าฟ้าสุทัสน์พิจารณาขอออก สำคัญอย่างไร จึงถึงกับพระเอกาทศรถตรัสว่าจะเป็นกบฎ หรือการขอคนออกถ้าเป็นคนธรรมดา และขอออกจากตรางก็ไม่น่าจะถึงกล่าวหารุนแรงเพียงนั้น นี่แรงจนเจ้าฟ้าสุทัศน์ต้องกลับไปเสวยยาพิษสวรรคต คนที่ขอออกไม่ควรจะเป็นคนธรรมดา ต้องเป็นคนที่มีความสำคัญมากหรือเกี่ยวข้องกับคนสำคัญนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่ขอออกเป็นครอบครัวของพระมหาธรรมาชาโอรสพระนเรศวรที่ต้องติดสนม ติดคุกเพราะพระมหาธรรมราชาหนีไปจากเมือง การ “ขอคนออก” ของเจ้าฟ้าสุทัศน์อุปราชอย่างน้อยก็แปลว่าเป็นผู้มีพระทัยเมตตากรุณาสูง การขอเป็นการเสี่ยงขอก็แปลว่าเมตตากรุณาญาติผู้ไม่มีความผิด และยังเยาว์ และไม่ทรงเห็นด้วยกับการกักขังมาแต่แรก ดังนั้นเมื่อทรงผิดหวังก็เสียพระทัยน้อยพระทัย เพราะคนกินยาตายไม่กินเพราะกลัวมาไปกว่าเสียใจ น้อยใจ แค้นใจ

จดหมายของฝรั่งฮอลันดา ๒ คนนั้นมิได้กล่าวถึง Tioufa Tanaw อีกเลยเมื่อกองทัพล้านช้างแตกไปจากลพบุรี เพราะสู้กองทัพอยุธยาไม่ได้ถ้า Tioufa Tanaw คือพระฝ่ายหน้าหรือพระมหาธรรมราชาโอรสพระนเรศวร เรื่องราวของพระมหาธรรมราชา ก็ยุติได้ว่าสาบสูญไปแต่ พ.ศ. ๒๑๕๕

ว่าด้วยเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์โอรสพระเอกาทศรถ

เจ้าฟ้าเสาวภาคย์นั้น พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเรียกสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ ๔ และบันทึกไว้ว่าหลังจากที่สมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตนั้นได้เสวยราชย์ มีใจความดังต่อไปนี้

“จึงท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายพร้อมทั้งพระสังฆราชคามวาสี อรัญวาสีปรึกษากันเสร็จอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์ ซึ่งเสียพระเนตรข้างหนึ่งขึ้นผ่านพิภพไอศูรย์ศวรรยาธิปัติถวัลราชประเพณีสืบไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งการถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชบิดา โดยราชประเพณีพระมหากษัตริย์เจ้าแต่ก่อน”

เรื่องเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นี้มีปัญหามาก เพราะขนาดพงศาวดารไทยบันทึกไว้ถึงอย่างนี้ แต่ฝรั่งบางคนยังเชื่อว่าไม่มีพระองค์ จนคนไทยบางคนชักจะลังเลตาม แต่ส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่ามี แต่พงศาวดารก็ไม่มีรายละเอียดของท่านมากนัก นอกจากบอกว่าเสวยราชย์ประมาณ ๑ ปี แล้วถูกปลงพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๕๗ คุณขจร สุขพานิช นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันว่าถูกปลงพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๕๔ โดยกระสุนปืนในห้องบรรทมแต่เอกสารของฮัอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยาที่กรมศิลปากรแปลบอกว่าพระมหากษัตริย์ที่ถูกปืนเมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๔ ในวังนั้นอาการไม่สาหัส พวกคิดการร้ายถูกจับลงโทษ ความต่างกันถึง ๓ ประเด็นจึงจะต้อง พิจารณาให้ชัดออกไป เรื่องโอรสพระนเรสวรจึงจะค่อยกระจ่างขึ้น

เอกสารฮอลันดาของ Sprinkel นายห้างฮอลันดาประจำปัตตานีสมัยนั้นเขียนเล่าไว้ว่า

“มีแผนการที่จะยึดครองกรุงศรีอยุธยา แต่ทำไม่สำเร็จขณะ พระมหากษัตริย์ (๑) ยังทรงพระชนม์อยู่ แต่เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว หัวหน้าขบถคือออกพระนายไวยก้เริ่มดำเนินการเพื่อจะขึ้นเถลิงถวัลย์ราชเป็นกษัตริย์ แต่ประชาชนไม่นิยมด้วยต่างพากันฝักใฝ่เข้าข้างราชบุตรของกษัตริย์ (๒) จึงได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พวกฮอลันดาเองก็เข้าข้างพระราชบุตร สู้รบกับพวกออกพระนายไวย ราชบุตรของกษัตริย์ (๓) สวรรคต พระอนุชาองค์เล็ก (๔) จึงได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน”

พระมหากษัตริย์ (๑) ที่กล่าวถึงคุณขจร สุขพานิช หมายถึงสมเด็จพระเอกาทศรถราชบุตรของกษัตริย์ (๒) ที่กล่าวต่อมาคุณขจรฯ หมายถึง เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ตลอดจนถึงขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่พอถึงตอนราชบุตรของกษัตริย์ (๓) สวรรคต องค์นี้คุณขจรฯ หมายถึงเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ เพราะเชื่อว่าสวรรคตด้วนปืนในห้องบรรทมนั้นยังไม่ปลงใจด้วยเพราะราชบุตรของกษัตริย์ (๓) สวรรคตนั้นเชื่อว่าหมายถึงเจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราชซึ่งผ่านสมบัติกึ่งพระนคร ความตอนนี้ทวนความมิใช่ต่อความ เจ้าฟ้าสุทัศน์เป็นพระเชษฐาของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ แต่สวรรคตเสียก่อนเวลาอันสมควรโดยการเสวยยาพิษ สิทธิในการสืบราชบัลลังก์ก้ตกแก่เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ราชบุตรองค์เล็ก (๔) โดยปริยาย ถึงแม้พระเอกาทศรถจะไม่ทรงตั้งให้เป็นพระมหาอุปราช ถ้าคำว่าองค์เล็ก หมายถึงพระเจ้าทรงธรรมอินทรราชาแล้ว พระศรีศิลป์ พระองค์ทองจะเป็นองค์อะไร

ความเชื่อของคุณขจรฯ ที่ว่าเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ต้องปืนสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๔ (ค.ศ. ๑๖๑๑) นั้นก็ยังไม่กระจ่างเพราะจาก Dutch paper ที่กรมศิลปากรแปลว่าเอกสารของฮัอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยาว่าเหตุการณ์ในวันนั้นมีจริง แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงบาดเจ็บสาหัส ผู้ร้ายและสมัครพรรคพวกของเขาถูกลงโทษ ความในภาษาอังกฤษมีว่า

“ A member of the family Oijjakimpimpet attempted the 19 th of November on the life of the King. The King was not seriously wounded and the culprit and his party were punished ”

ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า ผู้ที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเอกาทศรถคือเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ใน พ.ศ. ๒๑๕๖ (จุลศักราช ๙๖๓ + ๑๒ = ๙๗๕) ใน Dutch paper นายแมร์เทนเฮาท์แมน เขียนจดหมายถึงนายเฮนดริค แจนเซน ยังปัตตานี เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๑๕๖ (ค.ศ. ๑๖๑๓) จากกรุงศรีอยุธยา ความตอนหนึ่งว่า
ได้มีพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ของพระเจ้าแผ่นดินองค์เก่าอย่างใหญ่โต”

ฟังได้สมความและตรงกัน เพราะฤดูนี้เป็นฤดูแล้ง เหมาะแก่งานพระเมรุ และพระบรมศพนั้นต้องไว้อย่างน้อย ๑ ปี เนื่องด้วยต้องเตรียมการมาก นับแต่ไปตัดไม้จากป่าลำเลียงมาทำเสาพระเมรุ จนถึงการตกแต่งประดับประดา การที่งานพระเมรุต้องล่ามาเกินปีจนเป็น ๒ ปีเศษนี้ พูดได้ว่าเพราะเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ต้องปราบกบฎออกพระนายไวยบ้าง ปราบจลาจลญี่ปุ่นที่เพ็ชรบุรีบ้าง และรบกับเมืองล้านช้างในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๑๕๕ ( ค.ศ. ๑๖๑๓) บ้าง

พระบรมศพองค์ที่กล่าวนี้เป็นพระบรมศพพระเอกาทศรถที่ว่าสวรรคตเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๑๐) แน่เพราะระหว่างนี้ไม่มีการราชาภิเษก แม้เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์เองก็คงไม่ทันราชาภิเษก เพราะพระบรมศพยังอยู่ และถ้าจะถูกรัฐประหารสิ้นพระชนม์ก็ควรจะสิ้นพระชนม์ในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๑๕๖ (ค.ศ. ๑๖๑๓) หรือเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๑๕๗ (ค.ศ. ๑๖๑๓) นั้นเอง จดหมายเหตุฮอลันดาขาดตอนไปถึง ๕ ปี ไปเริ่มใหม่ก็ใน พ.ศ. ๒๑๖๐ (ค.ศ. ๑๖๑๗)

พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ และจดหมายเหตุของพ่อค้าอังกฤษ ชื่อ Peter Floris ตรงกันว่าสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๔๘ (ค.ศ. ๑๖๐๕) และเป็นปี ต้นรัชกาลของพระเอกาทศรถพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ก็แก้ให้ตรงกันแล้วตามนี้ ส่วนปีสวรรคตของพระเอกาทศรถไม่ปรากฎ เพราะพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ หมดเพียงรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร

Peter Floris ระบุว่าสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๑๐)

โดยความ Whe died anno 1610 leaving divers children behine line “

ผู้เขียนเชื่อตามคุณขจร สุขพานิช ที่ว่า พระเอกาทศรถสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๓ แต่ยังแคลงใจในเรื่องรัชกาลของพระศรีเสาวภาคย์ จึงขอพิจารณาก่อน เพราะคุณขจร ฯ เชื่อว่าพระศรีเสาวภาคย์ สวรรคตด้วยต้องปืนในพระราชวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๔ (ค.ศ. ๑๖๑๑) โดยใช้ความรู้จากเอกสารฮอลันดาของ Cornelius Van Nyenrode และ Marten Hautman เขียนที่กรุงศรีอยุธยา ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๒ ถึง H. Janssen นายห้างที่ปัตตานีเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๑ ใจความสำคัญว่า “พระมหากษัตริย์ถูกลอบยิงด้วยอาวุธปืนในพระราชวังขณะที่บรรทมอยู่”

Peter Ftoris อยู่ปัตตานีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๒ (พ.ศ. ๒๑๕๕) เขียนว่า
This White King deceasing , this present King being his second son, succeeded in the Kingdom ……”

คุณขจรตีความหมายว่า White King คือพระเอกาทศรถนั้นไม่มีใครเถียง แต่ที่แปลว่า his second son คือพระเจ้าทรงธรรม (พระอินทราชา) นั้น ขอพิจารณาก่อนเพราะ present king เป็นเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ได้สนิท และสนิทยิ่งขึ้นในข้อที่เป็น second son เพราะตรงกับพงศาวดารไทย และที่สำคัญคือเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ยังไม่ถูกปืนทิวงคต ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๑ (พ.ศ. ๒๑๕๔) ดังที่คุณขจรเข้าใจ (แต่ถ้าของกรมศิลปากรแปลผิดก็จนใจ) ยังเสด็จอยู่จนปี พ.ศ. ๒๑๕๖ (หรือต้น พ.ศ. ๒๑๕๗) การที่แปลว่า This Present King being his second son คือพระเจ้าทรงธรรมนั้นพาให้เขาได้ เพราะยังไม่ตกลงกันว่าเจ้าฟ้าเสาวภาคย์สวรรคตเมื่อไรแน่

พระเจ้าทรงธรรมนั้นเป็นไปได้ที่จะมีพระชนมายุเท่ากับเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ถ้าเจ้าฟ้าเสาวภาคย์ถูกรัฐประหารใน ค.ศ. ๑๖๑๓ (พ.ศ. ๒๑๕๗) หลังจากงานเมรุพระเอกาทศรถ ทั้งพระเจ้าทรงธรรมและเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ก็มีพระชนมายุประมาณ ๒๓ พรรษาด้วยกัน ดังนั้นที่นับอายุรัชกาลของพระเจ้าทรงธรรมลงตัว จึงไม่เป็นของแปลกและพาให้เข้าใจผิด การทำรัฐประหารของไทย โดยมากทำกันระหว่างงานพระเมรุฯ จนมีคำกล่าวกันสืบมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ว่า “วันชัก (ศพ) เขาจัเอา วันเผา (ศพ) เขาจะเล่น” เพราะงานเมรุฯ ผู้คนสับสน เหน็ดเหนื่อยตั้งแต่นายจนถึงพล การแวดล้อมก็ไม่รัดกุม ผู้คนก็ละเล้าละลุม

ถ้าเชื่อตามเอกสารฮอลันดาของกรมศิลปากรที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินคือ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ถูกลอบยิง แต่ไม่สวรรคต ดังนั้นเวลาในรัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ต้องยืดไปอีก ๑ ปี กับ ๑๑ เดือน หรือ ๒ ปี เวลารัชกาลของพระเจ้าทรงธรรมก้ลดเหลือ ๑๕ ปี ๑ เดือน และเวลาของแผ่นดินที่ว่างสมบูรณ์กษัตริย์ โดยที่เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์รักษาราชการเพียงฐานะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรักษาแผ่นดินก็จะมีเวลา ๓ ปี ๕ เดือน

พิจารณานี้ ตามพงศาวดารว่าด้วยการถวายพระเพลิงพระเอกาทศรถ ประกอบกับจดหมายเหตุฮอลันดา จะเอาแน่ยังไม่ได้เพราะในจดหมายเหตุฮอลันดาไม่ได้บอกว่าพระบรมศพพระองค์ใด และพระองค์ใดเป็นผู้ถวายพระเพลิงแต่ที่แน่นอนก็คือมิใช่พระบรมศพพระศรีเสาวภาคย์ เพราะพระศรีเสาวภาคย์ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ พระศพฝัง ณ วัดโคกพระยา

ซึ่งถ้าดูจากศักราชในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งว่าพระศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๔๕ แล้วบอกด้วยปีคลาดเคลื่อนอันมีตัวเลข ๑๒ คงที่ ก็จะพบว่าพระศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๗ และพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ ตัน พ.ศ. ๒๑๕๗ ลงตัวใกล้เคียงตามงานพระเมรุฯ

ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๕๓ ถึง พ.ศ. ๒๑๕๗ นั้น มีเหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยามากมายที่สุดตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศที่คุณขจรฯ แปลไว้ กล่าวคือ Peter Floris เขียนไว้ว่าเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน ค.ศ. ๑๖๑๐ (พ.ศ. ๒๑๕๓) ราชสมบัติตกอยู่แก่ราชบุตรองค์ที่ ๒ กษัตริย์องค์ใหม่โปรดให้ประหารออกพระไวยผู้วึ่งยุแหย่ให้สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสงสัยพระราชบุตรองค์ใหญ่ว่าจะคิดขบถ ออกพระไวยฯมีทหารอาสาญี่ปุ่นฝักใฝ่มาก ทหารญี่ปุ่นเหล่านี้จึงเข้ากุมพระมหากษัตริย์บังคับให้พระองค์ประหารขุนนางผู้เป็นปฏิปักษ์กับพระนายไวย เจ้านายของตนเสียหลายคน และเมื่อจะลงเรือแล่นออกไปจากกรุงศรีอยุธยา ทหารยี่ปุ่นปล่อยพระมหากษัตริย์โดยยึดเอาพระสงฆ์เป็นตัวประกันหลายองค์ ข่าวคราวที่ทหารญี่ปุ่นทำอุกอาจเช่นนี้รู้ไปถึงพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต พระองค์จึงยกทัพลงมาเพื่อจะสู้รบขับไล่มหารญี่ปุ่น แต่เมื่อมาถึงเมืองห่างจากกรุงศรีอยุธยา ๓ วันพวกทหารญี่ปุ่นได้ลวเรือแล่นออกไปนอกพระราชอาณาเขตแล้ว และทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาก็นำทัพขึ้นไปปะทะไว้ ทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตจึงถอยกลับไป ขณะนั้นองค์พระมหากษัตริย์ทรงพระชนม์ราว ๒๒ พรรษา (This young King, being about the age of 22 years)

ตามจดหมายเหตุดังกล่าวจะเห็นได้ว่าใน ค.ศ. ๑๖๑๒ (พ.ศ. ๒๑๕๕) พระมหากษัตริย์เป็นพระมหากษัตริย์ ? หนุ่มมีพระชนม์ ๒๒ พรรษาได้เช่นกัน คำว่า Young King นั้นมิได้ระบุพระนาม การด่วนตีความจึงไม่จำเป็น และอีกประการหนึ่งฝรั่งที่รู้เรื่องนี้แล้วบันทึกไว้ก็มิมี Peret Floris คนเดียว นายคอร์เนลิส ฟอนนิวโรด (Cornelis Van Nyeurode) และนายแมร์เทน เฮาท์แมน (Marten Houtman) ก็ได้เขียนไว้ในจดหมายถึงนายเฮนริค แจนเซ็น (Heynrick Janssen) ที่ปัตตานี วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๑๕๕ (ค.ศ. ๑๖๑๒) ความต่อจากเรื่องพระมหากษัตริย์ถูกลอบยิงที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า

“ในวันเดียวกันพวกญี่ปุ่นถูกขับไล่ออกจากเพชรบุรี พวกญี่ปุ่นนำภัยมาสู่อิทธิพลที่บางกอกเป็นอย่างมาก”

ระหว่างที่มีเรื่องยุ่งๆกับพวกญี่ปุ่น บุคคลผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ฃื่อเจ้าฟ้าธนะ (Tioufa Tanaw) ผู้ไปจากที่นี่ไปอยู่กับพวกเมืองล้านช้าง ได้ทำให้พระเจ้าล้านช้างทรงหลงเชื่อว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงถูกพวกญี่ปุ่นปลงพระชนม์เสียแล้ว และว่าพวกญี่ปุ่นเข้าครองเมืองไว้ ดังนั้นพระเจ้าล้านช้าง (Langjjander – King) ผู้ทรงเดชานุภาพจึงได้ทรงเกณฑ์ไพร่พลเพื่อมาพยายามขับไล่พวกญี่ปุ่นออกไปจากประเทศสยาม แล้วจะเข้าครอบครองประเทศสยามเสียเอง

ตอนแรกพระเจ้าล้านช้างทรงถูกต่อต้านเพียงเล็กน้อยระหว่าง ๔ เดือน พระองค์ทรงหยุดพักตั้งค่ายใกล้ๆกับเมืองละโว้ชั่วระยะเดินทางจากที่นี่เวลา ๑ วัน และบอกมาให้พระเจ้าแผ่นดินสยามทราบว่าพระองค์เสด็จมาช่วยสู้รบกับพวกญี่ปุ่น แต่พระเจ้าแผ่นดินสยามไม่ทรงเชื่อ วันที่ ๑๒ มีนาคม พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงยกกองทัพของพระองค์ทั้งหมดไปต่อสู้ต้านทานพวกล้านช้าง และในที่สุดพระองค์ก็ทรงตั้งค่ายห่างออกมา ๕ ไมล์ พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงขอร้องให้เราช่วยเหลือ เราจึงรวบรวมกำลังกันในวันที่ ๒๔ แล้วก็ยกไปสมทบ ณ ที่ๆห่างจากพวกล้านช้าง ๓ ไมล์ พระเจ้าแผ่นดินทรงพอพระทัยมากที่เห็นเรากับปืนใหญ่ ๒ กระบอก ซึ่งเจ้าชายได้ประทานให้เรา และเรานำมาด้วยตามขอร้องของพระองค์ วันที่ ๓๐ มีนาคม พระองค์ทรงยกทัพต่อไป และตั้งพระทัยจะบีบบังคับข้าศึกให้มารบกันและถ้าไม่ออกมารบ ก็จะเข้าโจมตีค่าย

ก่อนคืนที่พระเจ้าล้านช้างจะทรงหลบหนีไป พระองค์ได้ทรงส่งพวกผู้หญิงและเด็กไปเป็นเวลา ๔ วันแล้ว กำลังพลของกองทัพพระเจ้าล้านช้างมีทหารหนึ่งแสนคนม้าห้าพันตัวและช้างไม่กี่เชือก พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงสามารถต่อต้านพระเจ้าล้านช้างได้ด้วยกำลังทหารสองแสนคน และช้างสามพันเชือก ในบรรดาช้างเหล่านี้มีอยู่ ๕๐๐ เชือกที่สันทัดในการสงครามมาก กองทัพไทยได้ติดตามตีและฆ่าทหารล้านช้างเสียเป็นจำนวนมาก ถ้าหากมุขมนตรีไทยคนหนึ่งหรือสองคนคุมทหารติดตามมาทันเวลา ต้องจับพระเจ้าล้านช้างเป็นเชลยได้แน่นอน

พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยาอย่างเอิกเกริกยิ่ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน จากนั้นพระองค์ทรงขับไล่พวกญี่ปุ่นทั้งหมดไป พวกญี่ปุ่นทุกคนจะต้องออกจากประเทศสยามภายในเวลา ๒ – ๓ วัน

ข้าพเจ้าไม่คิดว่า พวกญี่ปุ่นจะกลับมามีสัมพันธ์ทางการค้ากับที่นี่ได้อีก ซึ่งคงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่บริษัท เพราะเราจะได้ทำการค้าขายแต่ลำพังผู้เดียว”

จดหมายเหตุฉบับนี้สู้ของ Peter Floris ไม่ได้ตรงที่ไม่บอกพระชันษาพระเจ้าแผ่นดินว่าเท่าใด แต่ได้รู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๑๕๕ (ค.ศ. ๑๖๑๒) นั้นทรงพระปรีชาสามารถมาก (ถ้าผสมของ Peter Floris เข้าไปก็จะกล่าวต่อได้ว่า) ตั้งแต่ยังมีพระชันษาน้อยเพียง ๒๒ และไม่ใช่สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๑๕๖ ในสภาพที่แข็งแรง ว่องไว กล้าหาญ ใครคือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ พระศรีเสาวภาคย์หรือพระเจ้าทรงธรรม

คุณขจร สุขพานิช สงสัยว่า Floris เข้ามาตั้งห้างอยู่ที่ปัตตานีแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๒ (พ.ศ. ๒๑๕๕) และ Lucas เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๑๕๕ ไดเข้าเฝ้า เหตุใดจึงไม่รู้เรื่องลอบยิงในวัง และไม่ระบุเรื่องเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ไว้เลย

ก็ยิ่งทำให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีกว่า พระเจ้าแผ่นดินที่ Lucas เข้าเฝ้านั้นคือ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ไม่ไช่พระเจ้าทรงธรรม เรื่องถูกลอบยิงแล้วไม่เป็นอันตรายเรื่องเล็กไม่กี่วันก็ลืมขนาดถึงสวรรคตไม่กี่ปีก็ยังลืมได้สาอะไร มีผู้ข้องใจเหตุใดวันวลิตจึงไม่กล่าวถึงเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ Lucas ก็ไม่กล่าวถึง Floris ก็ไม่กล่าวถึง พูดอย่างคนเขียนหนังสือก็ต้องบอกว่า ถ้าวันวลิตจะกล่าวถึงเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ก็จะทำให้เรื่องยืดยาวสับสนยิง่ขึ้นอีก และที่สำคัญก็คือไม่อยู่ในวัตถุประสงค์วันวลิตต้องการจะสำแดงแต่เรื่องพระเจ้าปราสาททององค์เดียว เพราะข้อมูลก็หาง่ายและเรื่องราวก็ชวนเขียน ส่วน Lucas กับ Floris นั้นถ้าอยู่ในแผ่นดินพระศรีเสาวภาคย์ก็จะเขียนอะไรได้นอกจาก King เพราะฝรั่งสมัยนั้นออกพระนามเจาะจงแต่ Black King และ White King เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ออกพระนามยกเว้นแต่วันวลิต ที่จะบันทึกจะแจ้งมาเกี่ยวกับพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง

ดังนั้น ถ้าว่าตามพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่แก้ศักราชโดยบวกอีกหนึ่ง ๑ รอบ คือ ๑๒ ปี แล้วเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๗

ถ้าว่าตามคุณขจร สุขพานิช เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๕ เดือน พฤศจิกายน

ถ้าว่าตามเอกสารของฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยาเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ควรจะสวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๗ (ค.ศ. ๑๖๑๓ เดือนเมษายน)

เอกสารของฮอลันดากับพงสาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาตรงกับในปีสวรรคตของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์คือราวเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๑๕๗ (ค.ศ. ๑๖๑๓)

แต่รัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าประมาณ ๑ ปี ถ้าเช่นนั้นรัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ควรจะอยู่ใน พ.ศ. ๒๑๕๕ เหลื่อมปลายรัชกาลเข้ามาใน พ.ศ. ๒๑๕๗

ถ้าเป็นดังว่า เหตุการณ์ที่ถูกลอบยิงในวังเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๑๕๔ ก็ดี การรบกับล้านช้าง พ.ศ. ๒๑๕๔ จนยกทัพกลับเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๑๕๕ ตามเอกสารของฮอลันดาก็ดี เป็นฝีพระหัตถ์ใคร เพราะเอกสารก็ระบุแต่ว่าพระเจ้าแผ่นดินสยาม ถ้าว่าตามเวลาของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ว่ายังไม่ถึงทันเสวยราชย์ พระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ดังกล่าวก็คือพระเอกาทศรถ ซึ่งหาเวลาลงตัวที่สิ้นรัชกาลไม่ได้ แต่นี่ก็ระบุไว้ชัดว่าสวรรคต ค.ศ. ๑๖๑๐ (พ.ศ. ๒๑๕๓) และระบุชัดว่าพระเจ้าแผ่นดินที่ไปรบทัพล้านช้างที่ลพบุรีใน พ.ศ. ๒๑๕๔ นั้น พระชนมายุ ๒๒ ดูมั่นคงเป็นหลักฐาน

ความจึงชวนให้เชื่อว่า เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๑๐) เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ขึ้นเสวยราชย์ต่อใน พ.ศ. ๒๑๕๓ และผจญภัยนานาประการด้วยความกล้าหาญ

จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๑๕๗ จึงพลาดท่าถูกปลงพระชนม์ รัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์จึงควรจะเป็น ๓ ปี ๕ เดือน นับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีความสามารถและกล้าหาญมาก ทรงมีความรู้ทางธรรมสูงด้วย เพราะเมื่อขุนนางที่นอนเวรเข้าไปกราบทูลว่าเกิดกบฎขึ้น (โดยพระอินทราชา (พระเจ้าทรงธรรม) พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง) ยังตรัสได้งดงามว่า “เวราแล้วก็ตามเถิด แต่อย่าให้ลำบากเลย”

ว่าด้วยพระเจ้าทรงธรรม

เรื่องของพระเจ้าทรงธรรมนั้นเป็นปัญหามากที่สุดเพราะพงศาวดารบันทึกไว้ว่า คือ “พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดระฆัง รู้พระไตรปิฎกสันทัดได้สมณฐานันดร เป็นพระพิมลธรรมอนันตปรีชาชำนาญทั้งไตรเพทางคศาสตร์ มีศิษย์โยมมาก ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ก็ถวายตัวเป็นบุตรเลี้ยง ครั้งนั้นชำนาญการคนทั้งหลายนับถือมาก จึงคิดกันกับจมื่นศรีสรรักษ์โยมเป็นความลับส้องสุมพรรคพวกได้มากแล้วก็ปริวัตรออกเพลาพบลค่ำก็พากันไปชุมพล ณ ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ครั้นได้อุดมนักขัตฤกษ์ก็ยกพลมาฟันประตูมงคลสุนทรเข้าไปได้ในท้องสนามหลวง……….”

แต่ในบันทึกของวันวลิตบันทึกเรียกพระเจ้าทรงธรรมว่า “พระอินทรราชาเจ้าช้างเผือก (Pha – Inter Va Tsia – Thiant – Siaugh – pheevgh) พระมหากษัตริย์ทรงธรรมเจ้าช้างเผือก” ความรู้ที่ได้ว่าพระเจ้าทรงธรรมพระนามเดิมว่าพระศรีศิลป์บวชเป็นที่พิมลธรรม ก็ชักจะลังเล ภาพพจน์ที่เคยมองเป็นพระแก่ ๆ องค์หนึ่งเป็นเจ้านายชั้นสูงเพราะการที่จะเป็นพระพิมลธรรมต้องมีพรรษาสูงความรู้สูง นี่ปรากฏว่าหลังจากเสวยราชย์ ๑๐ กว่าปีแล้ว เมื่อสวรรคตพระชนมายุเพียง ๓๘ ดังนั้นสงสัยด้วยซ้ำว่าจะเคยทรงผนวชหรือไม่

คำให้การของขุนหลวงหาวัดระบุว่า พระเจ้าทรงธรรมเป็นราชนัดดาพระมหาธรรมราชา (พระชนกของพระนเรศวร) แต่มิได้บอกว่าโอรสของพระองค์ใด ถึงไม่บอกก็เดาก่อนว่าไม่โอรสของพระนเรศวรก็พระเอกาทศรถเพราะไม่ปรากฏในพงศาวดารว่า พระมหาธรรมราชาโอรสอื่น แต่ถึงจะมีก็คงเป็นเจ้าเล็กน้อย

ที่วันวลิตระบุว่าพระเจ้าทรงธรรมพระนามเดิมว่าอินทราชา และมีอนุชาชื่อศรีศิลป์และพระองค์ทองนั้นดี เพราะพระศรีศิลป์บุญญาบารมีกว้างขวางจริงดังปรากฏในจดหมายเหตุของวันวลิต และที่สำคัญก็คือพระศรีศิลป์ได้ต่อรบกับโอรสพระเจ้าทรงธรรมตอนหลังด้วยเวลาที่พระเจ้าทรงธรรมเมื่อยังเป็นพระอินทรราชาทำรัฐประหารเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นั้น พระศรีศิลป์ต้องมีส่วนช่วยพระเชษฐาเป็นแน่ แปลว่าพระศรีศิลป์ได้ทำรัฐประหาร ๒ ครั้ง เมื่อรัฐประหารครั้งแรกสำเร็จพระเชษฐาได้ครองสมบัติพระศรีศิลป์ก็คงทรงผนวชในรัชกาลนั้น และผนวชอยู่หลายปี จนได้เป็นที่พิมลธรรม แล้วออกมาทำรัฐประหารครั้งที่ ๒ เหตุการณ์ซ้ำกันเช่นนี้ คนเขียนพงศาวดารสมัยสมเด็จพระนารายณ์ย่อมจะสับสน

เขียนเชื่อตามวันวลิตที่ว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นที่พระอินทราชามก่อนเสวยราชย์แต่ไเชื่อที่คนไทยว่าเป็นโอรสพระเอกาทศรถ โดยอ้างว่าวันวลิตบอก เพราะวันวลิตไม่ได้บอกเป็นแต่คนไทยสันนิษฐานโดยอัชฌาศัย ถ้าจะเชื่อวันวลิตก็ต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสพระนเรศวร โดยความต่อไปนี้มีหนังสือ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” อยู่เล่มหนึ่ง หนังสือนั้นเป็นหนังสือของทางราชการ กรมศิลปากรว่ามีประโยชน์ในด้านการศึกษาค้นคว้าวิชาประวัติศาสตร์ เป็นหนังสือที่พระบามสมเด้จพระจอเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อว่าเป็นหนังสือมีหลักฐานต้นฉบับเดิเป็นภาษารามัญพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิทซึ่งมีพระเกียรติยศปรากฏว่าเป็นหลักอยู่ในผู้รู้โบราณคดีพระองค์หนึ่งเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ทรงอำนวยการแปลหนังสือเรื่องนี้ออกจากภาษารามัญมาเป็นภาษาไทย และในหนังสือฉบับนี้บันทึกไว้เมื่อราชาภิเษกสมเด็จพระนเรศวรนั้นว่า

“แล้วฝ่ายกรมในจึงถวายพระมเหสีพระนามชื่อนั้นพระมณีรัตนา แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น”

ถ้าฟังจากหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับเดียวก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะต้นฉบับภาษามอญที่แปลมาจากภาษาพม่าอีกทีนั้นอาจจะฟั่นเฟือนไปหลายสิ่งหลายประการ แม้จนพระนาม “มณีรัตนา” ก็ตาม แต่มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งของฝรั่งชื่อตามสำเนียงฝรั่งฮอลันดาว่า “ฟอน ฟลีต หรือที่ไทยเรียกตามภาษาอังกฤษว่า “วันวลิต” ที่ออกชื่อพระมเหษี ที่ออกชื่อพระมเหษี หรือพระชายาของพระนเรศวรว่า “มณีจันทร์” ซึ่งทั้งสองฉบับตรงกันในคำว่า “มณี” แต่ที่มาห่างกันคนละทวีป

“วันวลิต” เป็นคนฮอลันดา ทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดามาตั้งสถานีค้าขายในปัตตานี อยุธยา สำนักงานใหญ่อยู่ที่ปัตตาเวีย วันวลิตเข้าอยู่อยุธยา ๑๐ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๗๖ จนถึง พ.ศ. ๒๑๘๕

ชื่อ “มณีจันทร์” นี้ เดิมแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษ ต่อจากฝรั่งเศส เขียนว่า “Zian Croa Mady Jan” นาย W.H. Mundie เป็นผู้แปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๕ (พ.ศ. ๒๔๔๗) แล้วถวายสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ตรัสสั่งให้ขุนวิจิตรมาตราแปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่จบเพิ่งมาจบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยนางนันทา วรเวติวงศ์ กองวรรณคดี ฯ กรมศิลปากร เรียกชื่อหนังสือนั้นว่าจดหมายเหตุวันวลิต และออกชื่อพระชายาสมเด็จพระนเรศวรว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์” ต่อมาเมื่อพบต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษาฮอลันดา ปรากฏว่าเขียน “Tjan Croa Maha dijtian” ไม่ทราบว่าจะออกเสียงประการใดถูก

คำว่า “เจ้าขรัว” ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นคำเรียกผู้เป็นบิดามารดาของพระสนมที่เป็นเจ้าจอมมรดา เพราะมีหลานตาเป็นพระองค์เจ้า เรียกกันว่า “ขรัวตาขรัวยาย” ที่เรียก “เจ้าขรัว” ชัดเจนก็มีเรียก “เจ้าขรัวเงิน” พระชนกในสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ นอกจากคำว่า “เจ้าขรัว” ยังมีอีกคำหนึ่งว่า “เจ้าครอก” แต่คำนี้ใช้เรียกผู้ที่เป็นเจ้า แม่เจ้าฟ้าคือเจ้าฟ้ากุณฑล ฯ พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๑ คุณจอมแว่นพระสนมเอก เรียกว่า “เจ้าครอกฟ้า” ตามคำบอกเล่าของ ม.ล. ป้อง มาลากุล ไม่ทราบว่าเจ้าขรัวในสมัยอยุธยาจะเป็นคำเรียกคนขนาดไหน ถ้าตามความหมายรัตนโกสินทร์ ก็จะต้องแปลว่าท่านมณีจันทร์ มีพระราชธิดาด้วยสมเด็จพระนเรศวรพระองค์หนึ่ง แล้วพระธิดานั้น ได้เป็นพระภรรยาเจ้าของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ในรัชกาลต่อมา มีหลานเป็นเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้าท่านจึงได้เป็น “ขรัวยาย” ในเวลาต่อมา แต่ตามความในจดหมายเหตุของวันวลิต มิได้เป็นเช่นนั้นดังจะว่าต่อไป

เจ้าขรัวมณีจันทร์ผู้นี้ ตามความในจดหายเหตุวันวลิตว่า เป็นน้องของพระยาศรีธรรมาธิราชผู้พระชนกของพระเจ้าปราสาททอง เจ้าขรัวมณีจันทร์นั้นเป้นชายาหม้ายของสมเด็จพระนเรศวรและเป็นพระชนนีของพระเจ้าทรงธรรม ดังนั้นพูดได้ว่าพระเจ้าทรงธรรมก็คือ พระราชโอรสของสมเด็จพระนเรศวร และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเจ้าปราสาททอง ทางฝ่ายพระชนนี และถ้าพระเจ้าปราสาททองเป็นโอรสของพระเอกาทศรถตามตำนานเรื่องเรือล่มที่บางปะอิน จนชาวบ้านเรียกท่านว่า “พระองค์ไล” ก็เป็นลูกน้องทางพระนเรศวรพระเอกาทศรถ พระชนกนาถอีกทางหนึ่ง และพระยศรีธรรมาธิราชพี่ชายใหญ่ของเจ้าขรัวมณีจันทร์ เป็นเพียงบิดาบุญธรรมของพระเจ้าปราสาททอง

ความในจดหมายเหตุวันวลิตดังกล่าวชัดเจนมาก ความตอนต้นว่า

“บิดาของออกญากลาโหม (พระเจ้าปราสาททอง) เป็นพี่ชายคนใหญ่ของพระชนนีของพระเจ้าทรงธรรมชื่อว่าออกญาศรีธรรมาธิราช (Oya Sidarma Thyra) ท่านผู้นี้มียศบรรดาศักดิ์ แต่พ้นจากราชการไม่มีส่วนในกิจการบ้านเมืองเลย (ความในภาษาอังกฤษว่า Calahom’s father was the eldest and legimate brother of the mother of the Grate King, and was called Oya SidarmaThyra)

พระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ (ทรงธรรม) ทรงให้ความนับถือเขาในฐานะเป็นลุง และโปรดปรานเขามาก แต่ออกญาศรีธรรมธิราชต้องถูกจำคุกบ่อยครั้ง เพราะการกระทำความผิดและความชั่วร้ายต่าง ๆ ของบุตรชาย เขาได้นำออกญากลาโหมมาถวายไว้ในพระราชวังตั้งแต่ยังเยาว์วัย ครั้งแรกได้เป็นมหาดเล็กของพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นอายุ ๑๒ ปี ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ามหาดเล็ก ตั้งแต่นั้นมาก็แสดงให้เห็นน้ำใจและความกล้าหาญ แต่ออกญากลาโหมใช้ชีวิตอย่างเลวทรามมาก มีความสนุกเพลิดเพลินจากการดื่มสุราและสมรู้ร่วมคิดในกรลักทรัพย์ทัง้นี้ เนื่องจากถูกตั้งให้เป็นหัวหน้าไปกับพวกปล้น ทำการปล้นในเวลาค่ำคืนบ่อย ๆ เรื่องนี้เป้นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงสั่งสอนโดยใช้ดาบใหญ่ฟันศรีษะหลายทีด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองและส่งไปขังในคุกมืดแต่ออกญากลาโหก็พ้นโทษออกมาและได้รับความโปรดปรานอีก ทั้งนี้ เพราะความช่วยเหลือของอาหญิง คือพระชนนีของพระเจ้าอยู่หัว (though the intercession of his aunt the mother of the king เมื่ออายุ ๑๖ ปี ก็ได้เป็นจมื่นศรีสรรักษ์ (pramosy Saropha) หรือผู้บังคับกองทหารมหาดเล็ก แต่ทว่าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ไม่ดีเช่นที่เคยทำมาก่อน ครั้นอายุ ๑๘ ปี ได้ทำผิดซึ่งมีโทษถึงตาย แต่ก็มีเหตุที่ทำให้รอดชีวิตมาได้ เรื่องราวมีดังนี้ (Here is the story of affair)

ในอาณาจักรสยามมีประเพณีโบราณตั้งขึ้นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว คือเมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าว เมื่อเก็บข้าวเสร็จแล้วต้องทำความสะอาดพื้นดิน เป็นการกำจัดแมลงและสิ่งปฏิกูลอื่น ๆ ด้วยการจุดไฟที่กอต้นข้าวที่เกี่ยวแล้ว ก่อนการหว่านต้องไถพื้นดินเสียก่อนพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกไปยังชนบทในพระอิริยาบถสง่างามพรั่งพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก เพื่อทำพิธีแรกนาขวัญปลดปล่อยพระธรณีให้รอดพ้นจากภูตผี ซึ่งจะได้ไม่เข้าไปปะปนกับเมล็ดข้าวและต้นข้าว ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่เสด็จงานพิธีนี้ การเพาะปลูกจะไม่เป็นผลเลย และถ้าหากพระองค์ทรงทำพิธีนี้เอง พระองค์จะดำรงพระชนม์ชีพไปได้ไม่เกิน ๓ ปี อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณแถบนี้ของโลก ซึ่งสดับเรื่องราวสำคัญนี้ได้กล่าวว่า ตนได้ตรวจในวิถีโคจรของดวงดาวว่า ถ้าพระเจ้แผ่นดินไม่เปลี่ยนประเพณีและไม่มอบหน้าที่นี้ให้แก่ขุนนางแล้ว พระราชวงศ์จะสิ้นสูญไปในไม่ช้า ฉะนั้น จึงทรงมอบหมายหน้าที่ให้แก่เจ้านายคนของราชสำนักซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมุหนายก แต่คนผู้นี้ไม่สมารถทำพิธีนี้ เพราะได้สิ้นชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทรงขอความเห็นในเรื่องเหตุบังเอิญนี้ อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณได้ทูลตอบว่า ดาวต่าง ๆ เหตุให้เกิดโชคร้ายทำนองนี้แก่ผู้ได้รับมอบหน้าที่จากพระองค์ทุกคน เพื่อรักษาพิธีนี้ไว้ จำเป็นต้องมอบหน้าที่แก่ขุนนางที่มียศต่ำ โดยให้เหตุผลว่าเหล่าพวกผีพากันกำเริบยะโส เพราะผู้มีเกียรติยศสูงมาทำพิธีขับไล่และเทพเจ้าไม่ทรงพอพระทัยที่กษัตริย์ และสมุหนายกถ่อมตนมากเกินไปโดยมาร่วมในการขับไล่ภูตผี

พระเจ้าแผ่นดินและที่ประชุมเสนาบดีเห็นว่าสมควรที่จะเห็นด้วยกับความคิด อันเป็นไปตามหลักการของโหราจารย์และพระภิกษุสงฆ์ จึงทรงแต่งตั้งผู้มีตำแหน่งเป็นออกญาข้าว (Oya khauw) เป็นพระยาแรกนา เมื่อได้รับเลือกให้ทำพิธี ออกญาข้าวก็ถูกส่งไปอยู่ตามลำพังในที่ ๆ ห่างไกลพระนคร และไม่ออกจาที่พักหรือบริเวณรอบ ๆ บ้านด้วย จนกระทั่งถึงวันกำหนดทำความสะอาดประเทศ จึงได้กลับไปยังพระราชสำนักเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์พระราชทานพระภูษาใหม่ อันเป็นฉลององค์ของกษัตริย์ และให้สวมมงกุฎรูปกรวยแหลมลงบนศรีษะ ออกญาข้าวต้องนั่งในบุษบงเล็ก ๆ ทรงปิรามิด มีคน ๘ คน หามออกเดินจากพระราชวังไปตามถนน มีบริวารล้มหลามพร้อมด้วยเครื่องดีดสีตีเป่าติดตามไปยังชนบททุก ๆ คนแม้แต่เสวกามาต์และชาววังคนอื่น ๆ ถวายเกียรติยศทำนองเดียวกับที่ถวายพระเกียรติแก่พระเจ้าแผ่นดิน ทั้งนี้เพราะเขาได้ถูกสมมติให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ออกญาข้าวไม่ได้รับค่าตอบแทนอื่นใด นอกจากเงินที่เก็บจากค่าปรับไหมจากคนที่พบกลางกลาง และ และคนที่ไม่ปิดประตูบ้านเมื่อขบวนผ่านมา หรือคนที่เปิดร้านหรือแผงลอยในถนนโล่ง ๆ จ่ายให้เพราะเขามีสิทธิแย่งยื้อเอาจนกว่าคนเหล่านั้นจะยอมจ่ายเงินชดเชยให้ ทั้งนี้ เขาได้รับเงินรวม ๓ ชั่ง เป็นเงินสยามมีค่ามากกว่า ๔๐ เหรียญโบราณของสเปญเล็กน้อย สำหรับวันนั้นในทันทีที่ออกจากพระราชวังก็มีอำนาจ และเกียรติยศเช่นเดียวกับพระเจ้าอยู่หัว ยิ่งกว่านั้นเพื่อให้สมเหตุสมผล พระเจ้าแผ่นดินจะไม่เสด็จจากพระราชวังเลยและไม่ปรากฏองค์ให้ใครเห้นด้วยพระยาแรกนาเมื่อมาถึงโรงพิธี ก็อนุญาตให้ทุก ๆ คน เข้าโจมตีต่อสู้กับพรรคพวกบริวารผู้ติดตาม มีกฎอยู่ว่า ผู้ที่เข้าโจมตีจะแตะต้องตัวหรือองครักษ์ของพระยาแรกนาไม่ได้ ถ้าหากพระยาแรกนาได้ชัยชนะในการต่อสู้กับฝูงชนแล้ว จะเป็นสัญลักษณ์ว่าปีนั้นข้าวจะอุดมสมบูรณ์ถ้าการกลับตรงกันข้าม ถ้าพระยาแรกนาต้องหนีกระเจิง ก็ทำนายได้ว่าเป็นลางร้ายและเกรงว่าภูตผีจะทำลายพืชผลของแผ่นดิน พิธีขำ ๆ เหล่านี้จบลงอย่างง่าย ๆ แต่มีบ่อยครั้งที่การต่อสู้รุนแรงถึงมีผู้เสียชีวิตหลายคน สุดท้ายของพิธีนี้ พระเจ้าแผ่นดินปลอมได้กลับไปยังพระราชวังในเวลาเย็น เพื่อถอดมงกุฎและเครื่องทรงกษัตริย์ออก กลับมียศตำแหน่งสามัญดังเดิมตลอดปีนั้นเขาจะอยู่เย็นเป็นสุขหรือว่าเจ็บไข้ ก็แล้วแต่โชคดีร้าย และค่าปรับสินไหมที่ได้รับในวันนั้น

ขณะนั้นออกญากลาโหมเพิ่งมียศเป็นจมื่นศรีสรรักษ์และมีอายุประมาณ ๑๘ ปี วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้ เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง ๒ คนขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน และได้เข้าโจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนาและกลุ่มผู้ที่ติดตามทั้งหมดด้วย ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นเข้าต่อสู้ป้องกันพระเจ้าแผ่นดินปลอมต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ จมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบและโถมเข้าสู้อย่างดุเดือดจนพระยาแรกนา และองครักษ์ต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวังและนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นโดยจมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลังถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น พระองค์รับสั่งให้ค้นหาจมื่นศรีสรรักษ์ และให้นำมายังพระราชวัง แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามมาจับจึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์ และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินในขณะที่ทรงพระพิโรธหนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สมกับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้ออกญาศรีธรรมาธิราชจำต้องได้รับผลการกระทำนี้ พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขาหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า จมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้ พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา ๓ ที ที่ขาทั้ง ๒ ข้างจากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่ส่วนทั้ง ๕ ของร่างกาย จมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืดเป็นเวลา ๕ เดือน จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์ ( Zian Croa Mady Tjan ) ชายาหม้รายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ คือ พระ Marit หรือพระองค์ดำได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก ( till Zian Croa Mady Tjan widow of the late king who called Pra Marit or the black king made his peace )

จมื่นศรีสรรักษ์ไม่อาจลืมการลงอาญาที่โหดร้ายทารุณนี้ได้ แม้ว่าตนสมควรจะได้รับโทษนั้น นับแต่นั้นมาก็กระหายจะแก้แค้นทดแทน ที่สำคัญก็คือต้องการทำลายล้างพระองค์ทอง ( Phra Onthong ) และพระศรีสิน ( Phra Sysinh ) พระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นที่โปรดปรานรักใคร่เหนือสิ่งอื่น จมื่นศรีสรรักษ์เชิญสหายสี่คนมาเลี้ยงอาหารเย็นที่บ้านเพื่อดำเนินแผนการชั่วร้ายนี้ คนทั้ง ๔ คือ ออกหลวงพิบูล (Oloangh Pibon) ซึ่งเป็นออกญานครราชสีมา ( Oya Carassima) แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม จงใจภักดิ์ (Choen Choenpra) ซึ่งต่อมาได้เป็นออกพระจุฬา (Opra Tiula) อภัยณรงค์ (Eptiongh Omongh) ต่อมาได้เป็นออกญาพิษณุโลก (Oya Poucelouck) และจางใหม่ จางวาง (Tiongh Maytiau Wangh) ต่อมาได้เป็นออกญาพระคลัง เมื่อจมื่นศรีสรรักษ์ได้เกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี และครั้นผีร้ายได้เข้าสิงความคิดของคนเหล่านั้นแล้ว จมื่นศรีสรรักษ์จึงขยายให้รู้ถึงแผนการแก้แค้นเจ้านายด้วยความอาฆาตพยาบาท โดยอ้างเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินลงพระอาญาเขาในความผิดหนหลัง ฉะนั้นต่างคนจึงให้สัตย์สาบาลไว้ต่อกันเป็นมั่นคง ด้วยการดื่มเลือดของแต่ละคนอันเป็นพิธีที่เคยปฏิบัติกันมา ขุนนางทั้ง ๔ คนนี้สัญญาจะช่วยเหลือสนับสนุนจมื่นศรีสรรักษ์ และในที่สุดลงความเห็นว่าสมควรบุกเข้าไปในปราสาท ซึ่งเจ้าชายทั้งสองประทับอยู่เข้าไปในห้องและปลงพระชนม์เสีย ภายหลังที่วางแผนแล้ว ๔ หรือ ๕ วัน ทาสคนหนึ่งของจมื่นศรีสรรักษ์ก็เผยอุบายนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้หาตัวมาเข้าเฝ้า และตรัสถามถึงสาเหตุที่เขาคิดการรุนแรงร้ายกาจต่อพระอนุชาทั้ง ๒ ของพระองค์ จมื่นศรีสรรักษ์ทูลปฏิเสธและสาบานอย่างน่ากลัว เพื่อยืนยันคำปฏิเสธของตน แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงแน่พระทัยในความจริงของข้อกล่าวหานี้ พระองค์พิโรธหนักและคงจะฆ่าเขาเสียแล้วด้วยดาบญี่ปุ่น ถ้าหากดาบไม่ติดสายสะพายซึ่งทำให้ทรงฟันพลาด จมื่นศรีสรรักษ์หาที่หลบซ่อนตัว แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงจับเขาได้และฟันลงไปที่บ่าและหลังด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แล้วพระองค์รับสั่งให้ขังจมื่นศรีสรรักษ์ และสมัครพรรคพวกไว้ในคุกมืด รวมกับพวกหัวขโมย และฆาตกร เพราะเจ้าแผ่นดินทรงขังออกญาศรีธรรมาธิราช บิดาของจมื่นศรีสรรักษ์ไว้ด้วย แต่ออกญาผู้นี้ไม่มีความผิดพระองค์จึงปล่อยให้เป็นอิสระ

หลายปีต่อมา พระเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมกองทัพที่แข็งแกร่งยิ่ง ๒ ทัพ ทรงมุ่งทำสงครามในประเทศเขมร เพื่อทวงความสวามิภักดิ์ของประเทศนั้น จมื่นศรีสรรักษ์ถือโอกาสอันเหมาะนี้ อ้อนวอนออกญาอุปราช ให้ทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะว่าเมื่อพ้นจากคุกแล้ว เขาจะไถ่โทษด้วยการทำการรบอย่างกล้าหาญ โดยให้สัญญาว่าจะตั้งใจทำการสู้รบ ออกญาอุปราชเป็นหัวหน้าขุนนางในประเทศ และได้คุมกองทัพเรือร่วมกับออกยาพระคลัง เพราะพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์คุมกองทัพบกไปด้วยพระองค์เอง เมื่อได้สดับคำทูลอ้อนวอนของขุนนางเหล่านี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงปล่อยจมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกเป็นอิสระ ภายหลังที่ติดคุกอยู่เป็นเวลากว่า ๓ ปี และส่งตัวไปรบเขมรทางทะเล อันที่จริงแม้ว่าสงครามครั้งนี้ไม่สำเร็จดังที่ตนได้สัญญาไว้ แต่จมื่นศรีสรรักษ์ทำการรบอย่างเข้มแข็ง แม่ทัพทั้งหลายได้เสนอความดีความชอบให้ จมื่นศรีสรรักษ์จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ทรงให้กลับเข้ารับราชการในราชสำนักได้ และพระราชทานตำแหน่งให้เป็นจมื่นสรรเพธภักดี (Sompan Meon) แม้กระนั้นก็ดีจมื่นศรีสรรักษ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสันดาน เพราะมาเป็นชู้กับพระชายาและสนมของเจ้าชายและพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดิน พระอนุชาได้กราบทูลร้องทุกข์อย่างขมขื่นในเรื่องนี้ พระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วมากถึงกับลงโทษให้ประหารชีวิต แต่ด้วยเห็นคำอ้อนวอนของพระราชมารดา และออกญาศรีธรรมราชาบิดาของเขา จึงทรงลดโทษลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต จมื่นศรีสรรักษ์ติดคุกอีก ๓ ปี เกิดความรู้สึกสำนึกตน จากนั้นมาก็ประพฤติตนเป็นที่นิยมของผู้คน และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความแคล่วคล่องในการงาน จนพระเจ้าแผ่นดินประทานตำแหน่งออกญาศรีวรวงศ์ หน้าที่ควบคุมดูแลพระราชวัง อาจกล่าวได้ว่าระหว่างปีท้าย ๆ ในรัชกาลของกษัตริย์องค์นี้ ออกญาศรีวรวงศ์เท่านั้น ที่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าแผ่นดิน ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ในระหว่างประชวร ครั้งสุดท้าย เอเขาจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนการชั่วของตนแล้ว ตอนเริ่มรัชกาลใหม่ก็ได้เป็นออกญากลาโหม เกียรติยศที่ได้รับอยู่ในขณะนี้เป็นเสมือนชั้นที่ก้าวไปสู่ตำแหน่งกษัตริย์ โดยยึดบ้านเมืองมาจากพระเจ้าแผ่นดินและกำจัดราชตระกูลให้สูญสิ้นไป

ถ้าวันวลิตไมได้ระบุอดีตของเจ้าขรัวมณีจันทร์ไว้ในรายละเอียดของประวัติแห่งพระเจ้าปราสาททอง เราก็จะไม่มีวันทราบได้เลยว่า “อาหญิง” คือพระราชชนนีของพระเจ้าอยู่หัวที่วันวลิตกล่าวไว้ในตอนนำเรื่องก่อนจะให้รายละเอียดคือใคร คงรู้แต่เพียงว่า พระเจ้าปราสาททองมีอาว์เป็นพระราชชนนีของพระเจ้าทรงธรรมเท่านั้น จะไม่รู้ว่าอาว์เป็นชายาของท่านผู้ใด การที่บอกให้รู้ว่าอาว์เป็นชายาของท่านผู้ใดนั้นสำคัญมากสำหรับประวัติพระเจ้าทรงธรรมเพราะเรามักจะสรุปเอาโดยง่ายว่า พระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสของพระเอกาทศรถ และมีอนุชาอีก ๒ องค์ คือ พระศรีศิลป์และพระองค์ทอง

วันวลิตระบุไว้แต่เพียงว่าพระเจ้าทรงธรรมนั้นพระนามเดิมว่า พระอินทรราชาและมีพระอนุชา ๒ องค์ ดังกล่าว แต่ไม่เคยระบุว่าเป็นโอรสของพระเอกาทศรถเลย เป็นแต่ข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ เท่านั้น พระราชประวัติของพระเจ้าทรงธรรมจึงเป็นเรื่องที่ควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง การศึกษาของผู้เขียนจะศึกษาตามรอยของคุณขจร สุขพานิชซึ่งผู้เขียนนับถือในความรู้ และความจริงใจที่มีต่อประวัติศาสตร์ งานชิ้นสำคัญของคุณขจรคืองานสอบศักราชปีรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถว่ากี่ปีแน่ ซึ่งห่างกัน ๒๔ ปี และในระหว่าง ๒๔ ปีนี้มีพระเจ้าแผ่นดินเสวยราชย์อยู่ ๓ องค์ คือพระเอกาทศรถ ๑ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ๑ พระเจ้าทรงธรรม ๑

ที่เป็นปัญหามากก็คือรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ เพราะพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ๘ ปี หนังสือสังคีติยวงศ์ของสมเด็จพระวันรัตน์ วัดพระเชตุพนในรัชกาลที่ ๑ ว่า ๖ ปี พงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมว่า ๗ ปี และต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทรงแก้ไขในประชุพงศาวดารเป็น ๑๕ ปี โดยใช้จดหายเหตุวันวลิตฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะในจดหมายเหตุนั้นระบุว่า พระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ ๙ ปี ครั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ค้นพบจดหมายเหตุต้นฉบับภาษาฮอลันดาในหอสมุดของฮอลันดา ความปรากฏว่าพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ ๑๙ ปี ฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ตกเลข “๑” ไป คุณขจร สุขพานิช จึงสรุปว่ารัชกาลพระเอกาทศรถมี ๕ ปี ๕ เดือน ใกล้เคียงกับพงศาวดารเก่า ๆ ของไทย และให้รัชกาลของพระศรีเสาวภาคย์มีอายุ ๑ ปี ๒ เดือน

มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือตั้งแต่แผ่นดินพระเอกาทศรถเป็นต้นมา ยศเจ้านายลูกเธอที่เป็นมหาธรรมราชา บรมราชา ราเมศวร อิทรราชา ศรีศิลป์ นั้นยกเลิกไม่มีอีกต่อไป (เว้นแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง) สมเด็จพระเอกาทศรถตั้งพระเจ้าลูกเธอเป็นเจ้าฟ้าปรากฏพระนามดังกล่าว ๒ พระองค์ เหตุใดจึงไม่ตั้งให้เป็นพระบรมราชาหรือราเมศวรทั้ง ๒ พระองค์ตามแบบโบราณจะมาตั้งเอาอินทรราชา และดูกระไรอยู่

แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงตั้งพระเจ้าลูกยาเธอองค์ใหญ่เะป็นมหาธรรมราชาได้องค์ต่อ ๆ ไปเหตุใดจะตั้งไม่ได้ เช่น พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ อย่างพระเจ้าทรงธรรมที่ว่าเป็นพระอินทรราชานั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตพระชันษา ๑๕ ดำรงพระยศนี้ได้ พระศรีศิลป์เป็นอนุชาถวายพระชนม์ให้เป็น ๑๓ ก็ดำรงตำแหน่งพระศรีศิลป์ได้ เพราะพระศรีศิลป์โอรสพระชัยราชา และแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระชันษา ๕ ขวบ ยังเป็นได้ ดังนั้นถ้าสมเด็จพระนเรศวรจะทรงมีพระราชโอรสเป็นพระมหาธรรมราชา พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทองเป็นที่สุดจะเป็นได้หรือไม่ ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรส ๒ คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ จะเป็นประการใด ในรัชกาลพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้า ๒ พระองค์เป็นพระราชกุมาร และอาจจะมีองค์อื่น ๆ อีก ชั้นพระองค์เจ้าและเจ้านาย ๔ พระองค์ของพระนเรศวร เป็นพระราชนัดดา

พระเจ้าทรงธรรมกับเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นั้นควรเป็นเจ้านายรุ่นราวคราวเดียวกันถึงร่วมปีพระชันษาก็ได้เพราะพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถอก่อ่อนกว่ากันก็ในราว ๓ พรรษา พระโอรสองค์ใหญ่ต่อองค์ใหญ่ก็คงรุ่นราวกัน อย่างจะต่างกันก็ของพระเอกาทศรถอ่อนพระชันษากว่าเล็กน้อย

การที่พระเจ้าทรงธรรมทำรัฐประหารสำเร็จโดยง่ายทั้งที่ขุนนางนายทหารที่มีฝีมือก็ยังอยู่มากมายนั้น ช่วยสนับสนุนความคิดข้างที่ว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสพระนเรศวรมากยิ่งขึ้นและที่ปกครองบ้านเมืองอยู่เกือบยี่สิบปี โดยสงบราบคาบ ยิ่งช่วยสนับสนุนความคิดดังกล่าวมากขึ้นอีก

พระเจ้าทรงธรรมได้ราชสมบัติมาโดยประหารเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ถ้าเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์เป็นเชษฐาร่วมพระชนกคงจะทำได้ยากกว่าที่ทำลงไปแล้ว ใครทำกับพระมหาธรรมราชา พระเชษฐาของพระเจ้าทรงธรรมได้ฉันใด พระเจ้าทรงธรรมก็ทำกับผู้นั้นหรือเชื้อสายได้ฉันนั้น เวรก็ต้องสนองเวร แต่โอรสพระเจ้าทรงธรรมก็ทรงรับกรรมของพระชนกนาถต่อไปถึง ๒ องค์ เพราะถูกประหารเช่นเดียวกันโดยพระเจ้าปราสาททอง

ผู้เขียนไม่แปลกใจเลยที่พงศาวดารระยะนี้คลุมเครือ เพราะพงศาวดารเขียนกันในสมัยพระนารายณ์ ฯ เป็นพระโอรสพระเจ้าปราสาททอง ๆ ทำรัฐประหารโอรสพระเจ้าทรงธรรมคนเขียนพงศาวดารย่อมเขียนไม่ออก ถึงแม้เวลาจะห่างกันประมาณ ๕๐ ปีเศษ คนแก่คนเฒ่ายังมีอยู่ ฟังในพงศาวดารไทยรัชกาลพระเจ้าปราสาททองงดงามมาก เขียนไว้ไพเราะมีทั้งบารมีและเดชานุภาพ แต่ที่วันวลิตเขียนไม่งาม เต็มไปด้วยเรื่องร้าย ๆ ดังนั้นการที่จะบอกว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นใคร ไม่เป็นคุณแก่ราชวงศ์ปราสาททองคือองค์พระนารายณ์ เรื่องราวต่าง ๆ จึงคลุมเครือในช่วงนั้น

พระมหาธรรมราชาราชโอรสพระนเรศวรมีโอรสธิดาเท่าใด ไม่มีทางทราบได้ พระองค์ทอง หรือพระศรีศิลป์ก็เช่นกัน ถึงมีก็คงมีบุญเพียงรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชโอรส ๙ พระธิดาเพียง ๘ ราชธิดานั้นเป็นพระภรรยาพระเจ้าปราสาททองหมด ราชโอรสทั้ง ๙ เหลือ ๒ องค์ ในรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง วันวลิตว่า ๒ องค์นี้ก็เกือบถูกประหารทั้ง ๆ ที่พระชนม์ ๑๘ กับ ๑๖ พรรษา พากพระชนนีพระเจ้าปราสาททองประท้วงจะกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยาทำลายพระชนม์จึงรอดมาได้ ถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลูกหลานพระธรรมราชาชั้นพระองค์เจ้า หม่อมเจ้าก็ดี ลูกพระองค์ทองที่เป็นหม่อมเจ้าก็ดี ลูกหลานพระศรีศิลป์ก็ดี หลานพระเจ้าทรงธรรมที่เกิดจากพระองค์ชายทั้ง ๒ องค์ ก็ดี ก็หมดสภาพเป็นเจ้าทางราชการทั้ง ๔ สาย คงมีฐานะได้รับความยกย่องอย่างเงียบ ๆ จากสังคมว่าเป็น “ผู้ดีเดิม” เท่านั้น เจ้าแม่วัดดุสิตก็ดี ภัศดาของเจ้าแม่วัดดุสิตก็ดี ย่อมจะมีที่มาจากสายทั้ง ๔ สายนี้สายใดสายหนึ่ง และเป็นชั้นหม่อมเจ้า นับเป้นพระญาติกับพระราชเทวี “สุริยา” ในพระเจ้าปราสาททอง (ตามคำให้การของขุนหลวงหาวัด) พระราชชนนีของพระนารายณ์จึงถวายความเคารพพิเศษผิดจากพระนมธรรมดาอื่น ๆ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลแล้วมีหลายคน

ประวัติศาสตร์ก็ดี พงศาวดารก็ดี เป็นเรื่องของคนเขียน คนมีทั้งพวกมีทั้งศัตรูมีทั้งอารมณ์จะเชื่อก็ไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะคนดีคนยุติธรรมก็มี เรียนพงศาวดารจึงน่าเรียนตรงนี้ แต่จะยุติอะไรลงไปนั้นไม่ได้ง่าย ๆ

ขอบคุณคุณขุนนางอยุธยา

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3518493/K3518493.html
จากคุณ : ขุนนางอยุธยา

 

Tags:

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี วัดระฆัง

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีประวัติเป็นที่ประทับใจประชาชนคนไทยอย่างไรเห็นจะไม่ต้องพูดกัน เพราะหลายท่านทราบกันดีอยู่แล้วในกิตติศัพท์อันเลื่องลือของ “สมเด็จโต” โดยที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) ได้เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามเมื่อ พ.ศ. 2395 และวัดระฆังเป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่เขตบางกอกน้อย ชาวบางกอ น้อยจึงถือท่านเป็นเสมือนเพชรประดับในเรือนใจของชาวบางกอกน้อย

วันที่ 15 ตุลาคม 2538 เป็นวันที่เขตบางกอกน้อยมีอายุครบ 80 ปี ผู้เขียนจึงขอเชิญประวัติและอภินิหารของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรสี) ตามที่ได้มีตำนานเล่าขานกันมา มาเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “80 ปี เขตบางกอกน้อย” โดยหวังให้เป็นมูลสำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้สืบไป

  

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

         ชาตะ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ตรงกับเดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก จ.ศ. 1150 เวลา พระบิณฑบาต 06.45 น. (ย่ำรุ่ง 9 บาท ) มารดาชื่อ งุด เกศ บิดาไม่ปรากฏแน่ชัด(บางแห่ง อ้างว่าเป็นราชวงศ์จักกรี)

         บวชเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ 13 ปี ณ วัดใหญ่เมืองพิจิตร ต่อมาย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรม ณ เมือง ชัยนาทพออายุได้ 18 ปี ก็ย้ายมาศึกษากับอาจารย์แก้ว วัดบางลำพู กรุงเทพฯ และยังได้ ศึกษาพระปริยัติธรรมกับเสมียนตราด้วง ขุนพรมเสนา ปลัดเสนา ปลัดกรมนุท เสมียนบุญ และพระกระแสร์ต่อมาได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอดิศร สุนทร พระ บรมโอรสาธิราชให้ทรงโปรดมาอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช วัดมหาธาตุ

         บวชเป็นพระภิกษุ พอถึง พ.ศ. 2351 อายุ 21 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าพระบรมราชโอรสทรงรับภาระบรรพชาเป็น นาคหลวงโดยให้ไปบวชที่วัดตะไกร จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งโยมแม่และญาติมีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น แล้วมาประจำอยู่กับพระสังฆราชวัดมหาธาตุต่อไป

ซุ้มประตูทางเข้าวัดระฆัง พระอุโบสถ วัดระฆัง พระปรางค์ วัดระฆัง

         เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สวรรคตลง เจ้าฟ้าทูลกระหม่อม ซึ่ง บวชตลอดรัชกาลที่ 3 ที่วัดบวรฯ ก็ลาสิขาบทขึ้นเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จัก กรี ก็ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้เป็น “พระธรรมกิตติ” ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆัง เมื่อ พ.ศ. 2395 ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ไม่นาน พอถึง พ.ศ. 2397 ก็โปรด เกล้าฯ ให้เป็น “พระเทพกวี” ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2407 ก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็น “สมเด็จพระ พุฒาจารย์” ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า “สมเด็จพุฒาจารย์โต วัดระฆัง” เรียกไปเรียกมา เหลือเพียง “สมเด็จโต” ในทีสุด ขณะที่โปรดเกล้าฯ เป็นสมเด็จนั้น มีอายุได้ 78 ปี อายุ พรรษาได้ 56 พรรษาแล้ว

         มรณภาพ สมเด็จโต จะอาพาธด้วยโรคอะไรไม่ปรากฏ มรณภาพเมื่อวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 (ต้น) ปีวอก จ.ศ. 1234 ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 เวลาประมาณ 24.00 น.เศษ บนศาลา ใหญ่วัดอินวรวิหาร บางขุนพรหม

         สรุป สมเด็จโตมีสิริรวมชนมายุของท่านได้ 85 ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ได้ 20 ปี บริบูรณ์ ดำรงฐานันดรศักดิ์ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตมาได้ 7 ปี เศษ 65 พรรษา สมเด็จโตทรงถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปํนที่ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อมทุกประการ

อัจฉริยะและภูมิปัญญา

         ท่านสมเด็จโตนั้น เป็นคนที่เกิดอายุได้ 5 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5 มีแม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ชื่อใดนั้นตามประวัติหลายต่อหลายเล่มมิได้กล่าวอ้าง สมเด็จท่านเป็นคนอัจฉริยะภูมิปัญญาแตกฉาน ตั้งแต่เด็จโตขึ้นบวชเณรก็มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูมาโดยตลอด ไม่เคยยุ่งเกี่ยวทางด้านโลกีย์ หญิงใด ๆ มาชอบพอไม่เคยสน เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มักไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ชอบดู เหตุผล ชอบคิดวิเคราะห์สติปัญญาจึงแตกฉาน พอโตขึ้นมาอายุได้ครบบวชเป็นพร ท่านก็บวชสละเณรเปลี่ยนบวชเป็นพระต่อไปเลย การบวชเป็นพระนั้นเป็นที่ฮือฮาชอบพอรักใคร่ของผู้หลักผู้ใหญ่จนถึงกษัตริย์ จัดเป็นนาคหลวง เมื่อบวชเป็นพระเสร็จ ท่านได้เที่ยวสัญจรไปมาตามที่ต่าง ๆ ตามนิสัยของท่านที่ของค้นคว้าหาความรู้จึงมุ่งศึกษาหาอาจารย์ต่าง ๆ ที่คงแก่เรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานสมถะ จากอาจารย์ต่าง ๆ ของเดินธุดงค์พงไพรไป

         ขณะนั้นยศของท่านยังไม่ได้ยศเป็นสมเด็จ เป็นพระธรรมดา อาศัยท่านแตกฉานด้านปัญญา พระไตรปิฎกท่านรู้อย่างดี จิตใจท่านมุ่งแต่บูชาพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ท่านจึงริเริ่มสร้างพระขึ้นมา สมัยที่ขณะนั้นยศยังไม่ได้เป็นสมเด็จ ท่านสร้างขึ้นตามใจของท่าน รูปแบบพิมพ์พระสมเด็จที่ท่านสร้างตอนนั้น มิใช่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรากำลังแสวงหาพระสมเด็จกัน รูปทรงพิมพ์สมเด็จขณะนั้นเป็นรูปคดหอย จับผงมาปั้นเป็นก้อน ๆ ยาว ๆ แล้วก็วนเป็น คดหอย ปลุกเสกแจกชาวบ้าน บางพิมพ์ก็เป็นรูปปูก็มี เป็นรูปต่าง ๆ ก็มีแสดงให้เห็นว่า ท่านสมเด็จเริ่มสร้างพระสมเด็จตั้งแต่ยังไม่ได้ยศสมเด็จจากในหลวงแต่งตั้ง วัดที่ท่านได้ไปอยู่ก็หลายต่อหลายวัด แต่ในที่นี้เราจะเอาเฉพาะวัดที่สำคัญในตระกูลพระสมเด็จที่เล่นกันอยู่ นั่นคือ วัดเกศไชโย วัดบางขุนพรหม และวัดระฆัง ทั้งสามวัดนี้ ท่านได้สร้างพระสมเด็จขึ้นมาจนทุกวันนี้เราก็ต่างเสาะแสวงหากันอยู่ การสร้างนั้นท่านสมเด็จจะปลุกเสกเดี่ยวแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นพลังจิตในพระสมเด็จทุกรุ่นทุกพิมพ์จึงเป็นพลังจิตของท่าน

หอพระไตรปิฎก

         หลังจากที่ท่านได้ร่ำเรียนจนสำเร็จวิปัสสนาญาณกรรมฐานชั้นสูง ท่านก็ได้มีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง อาจารย์คนนั้นท่านผู้อ่านอาจจะนึกเดาถูก นั่นคือ สมเด็จพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน เหตุที่เรียกว่าสังฆราชสุกไก่เถื่อน เพราะมีไก่ป่า ท่านสังฆราชเอามาเลี้ยงจนเชื่องเล่นกันได้ จึงได้ฉายาว่าสังฆราชสุกไก่เถื่อน พระสังฆราชนั้นเป็นอาจารย์ของสมเด็จโต พร่ำสอนวิชาต่าง ๆ ให้จนสมเด็จโตเก่งแตกฉานทุกอย่าง สม้ยนั้นสมเด็จพระสังฉราชสุกไก่เถื่อนได้สร้างพระสมเด็จวัดพลับขึ้นมาปลุกเสกเอง ซึ่งสมเด็จโตก็รู้ จากนั้นมาไม่นาน ท่านสมเด็จโตก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง

         จากการที่ได้รับยศเป็นถึงสมเด็จนั้น ท่านจำไจยอมรับ เพราะตอนนั้นในหลวงเป็นเจ้าฟ้า ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฟ้านั้นปกคลุมพื้นดินไปหมด จะหนีฟ้าก็ไม่พ้น แต่ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินสมเด็จโตท่านมีความรู้ย่อมหนีพ้นจึงไม่รับยศ หนีออกนอกแผ่นดิน โดยเดินธุดงค์ไปหลายเดือนเพื่อหนียศ แต่นี่กษัตริย์เป็นยศถึงเจ้าฟ้าไม่พ้นจึงจำใจรับยศสมเด็จ และเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมา ขณะนั้นเองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แปลกแหวกแนวพิสดารมากมายตลกขบขันก็มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ อาทิเช่น มีฝรั่งต่างชาติรู้ข่าวว่าท่านสมเด็จโตเก่งอัจฉริยะ จึงลองภูมิปัญญาท่านสมเด็จโตว่า “จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ตรงไหน?” ท่านสมเด็จตอบฝรั่งไปว่า “จุดศูนย์กลางของโลกนั้นอยู่ทุกหนทุกแห่งบนพื้นผิวโลก ไม่ว่าฉันจะไปยืน ณ ที่ใดตรงนั้นคือจุดศูนย์กลางของโลก ” ฝรั่งถามว่า ท่านพิสูจน์ให้เห็นได้ไหม ? ท่านสมเด็จตอบว่า “ฉันพิสูจน์ได้แล้วท่านจะว่าอย่างไร “ฝรั่งไม่ตอบ จากนั้นสมเด็จโตก็ถือตาลปัตรมือหยิบสายสิญจน์แทนเชือก เอาสายสิญจน์ผูกที่ตาลปัตรเอาตาลปัตรปักดินแลังดึงเชือกสายสิญจน์ให้ตึงกางออก ใช้ปลายนิ้วแทนดินสอ จากนั้นก็ลากลงบนพื้นดินเป็นวงกลม ท่านสมเด็จบอกว่า วงกลมคือโลก เพราะฉะนั้นฉันยืนอยู่จุดศูนย์กลางของโลกตรงจุดที่ตาลปัตรปักดินนั้นแหละ

         เมื่อเป็นเช่นนี้ฝรั่งยอมแพ้กลับไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ท่านสมเด็จโตย่อมรู้กาลเวลาอนาคตมีครั้งหนึ่ง หญิงจีนมาขอหวยท่านสมเด็จโต แอบมานัดกับเด็กวัดโดยแนะให้ขึ้นไปคุยกับท่านสมเด็จโตบนกุฏิให้เด็กวัดชวนพูดแล้วบีบนวดไป จากนั้นเด็กวัดก็ถามท่านสมเด็จโตว่า “ท่านตา ท่านตา หวยงวดนี้มันจะออกอะไร ” เมื่อท่านสมเด็จโตได้ยินดังนั้น ท่านก็ตอบว่า ข้าตอบไม่ได้โว้ย เดี๋ยวหวยของข้าจะรอดร่อง ขณะนั้นก็บังเอิญอาเจ็คคนนี้แกแอบอยู่ใต้ถุนกุฏิแกแอบได้ยินสมเด็จโตพูดอย่างนั้นก็เปิดแน่บไปเลย

พระประธานในโบสถ์ของวัดระฆัง

         นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีก มีครั้งหนึ่งขณะที่ท่านสมเด็จโตกำลังจะไปธุระ บังเอิญเรือติดหล่มต้องเข็นเรือกัน ท้านสมเด็จโตได้เอาพัดยศวางไว้ในเรือแล้วรีบมาช่วยคนอื่นซึ่งเป็นลูกศิษย์เข็นเรือ บังเอิญชาวบ้านแถบนั้นแลเห็นเข้าหัวเราะชอบใจขบขัน พูดตะโตนออกมาว่า “ดูท่านสมเด็จเข็นเรือ” เสมือนหนึ่งล้อเลียนท่านในเชิงปัญญาขบขันเมื่อเป็นเช่นนั้นสมเด็จโตก็พูดออกมาว่า สมเด็จเขาไม่ได้เข็นเรือหรอกจ้ะ สมเด็จท่านอยู่บนเรือ ว่าแล้วท่านสมเด็จโตก็ชี้มือไปที่พัดยศในเรือ เมื่อชาวบ้านต่างได้ยินได้ฟังแลเห็นเช่นนั้น ก็เงียบกริบไม่ว่าอะไร เรื่องพิสดารอย่างนี้ก็สมีเกิดขี้นเราขอพาท่านไปดูเหตุการณ์ในอีกลักษณะหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องลองภูมิปัญญากัน มีครั้งหนึ่ง ท่านในหลวงได้มีราชโองการโปรดเหล้าให้ท่านสมเด็จโตเข้าเฝ้าถวายพระธรรมเทศนาในวัง เมื่อสมเด็จโตท่านมาถึงนั่งธรรมมาสก์เสร็จก็เอ่ยปากพูดว่า “ตีพระมหาบพิธก็รุ้ ชั่วพระมหาบพิธก็รู้ เพราะฉะนั้นวันนี้อากาศแจ่มใสดี เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”

         เมื่อเจ้าเหลวงได้ยินดังนั้น ก็แลเห็นท่านโตลุกจากธรรมมาสก์แล้วมิได้มองเจ้าหลวง เจ้าหลวงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากเรียกสมเด็จโตว่า ท่านโต ท่านโต ทำไมถึงเทศน์จบเร็วจัง ไงไม่เข้าใจ ท่านโตก็เฉลยว่าที่พูดว่าอากาศแจ่มใสดี ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ ก็หมายถึงว่าวันนี้จิตใจของพระมหาบพิธรื่นเริงสดชื่น ปราศจากความหม่นหมองใจ ก็คือความหมายที่ว่าอากาศแจ่มใสดี อาตมาจึงเทศน์เพียงเท่านี้ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร เมื่อพระมหาบพิธได้ยินดับนั้นก็รู้สึกเข้าใจในความหมายเทศน์ เป็นยังไงท่านผู้อ่าน เรื่องราวแหลวแหวกแนวพิสดารแสดงกถึงภูมิปํญญาอัจฉริยะของท่านสมเด็จโต ยังมีอีกมากมายที่จะบอกเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รู้กัน

         มีอยู่ตอนหนึ่ง ขณะที่เจ้าหลวงเชิญสมเด็จโตมาเทศน์ วันนั้นท่านโตเทศน์นานแล้วนานเล่าจนกิริยาอาการของเจ้าหลวงเริ่มเหนื่อยหน่ายหงุดหงิด พอท่านโตเทศน์เสร็จ เจ้าหลวงถามท่านโตว่า ท่านโตวันนี้ทำไมถึงเทศน์นานจัง เราเมื่อย เหนื่อย อยากจะถาม ท่านโตได้ยินดังนั้นก็ตรัสตอบไปว่า ก็วันนี้จิตใจของมหาบพิธเต็มไปด้วยความทุกข์เร่าร้อนในอารมณ์ตลอดเวลา จึงเทศน์ให้มันเย็นจึงนานไปหน่อย

         ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะกล่าวถึง คือ ในวันนั้น ท่านสมเด็จโตได้ออกจากกุฏิมุ่งหน้าไปธุรกิจ แจงเรือผ่านไปตามคลองชาวบ้านก็แลเห็น ต่างก็พูดขอหวยท่านโตต่าง ๆ นานา รู้กิตติศัพท์ว่า ท่านให้แม่น สงสารคนจน และเวลาเทศนาธรรมที่ใด ท่านสมเด็จได้เงินกัณฑ์เทศน์มา ก็นำมาแจกชาวบ้านและเด็กจน ๆ แม้แต่สตางค์แดงเดียวก็มิเอา ครั้นพอขากลับวัด ท่านสมเด็จโตก็ซื้อหม้นขนมาเต็มลำเอเอ่เจตนารมณ์จะบอกใบ้ให้ชาวบ้านจน ๆ ตึปริศนาไปแทงกัน เพราะรู้ว่าหวยจะต้องออก “ม” มอม้า วันนี้ จึงซื้อหม้อมาเต็มลำเรือ บังเอิญชาวบ้านที่ท่านสมเด็จโตแจงเรือผ่านมาตามริมคลองแลเห็นเข้าต่างก็ตะโกนพูดว่า “ท่านโตเป็นอะไร ทำไมถึงซื้อหม้อมาเยอะแยะนะ” แต่ก็มีชาวบ้านที่ปัญญาฉลาดตีความถูก วันนั้นพอเห็นท่านโตซื้อหม้อมาเยอะแยะรู้ว่าหวยออก ม. มอม้า จึงรีบไปแทง ครั้นพอหวยประกาศออกมาปรากฏว่า ออก “ม” มอม้า นี่ก็แสดงให้ท่านผู้อ่านได้แลเห็นว่า ท่านสมเด็จโตเป็นอัจฉริยะบุคคลที่มีใช่บุคคลธรรมดา เก่งด้วยวิปัสสนากรรมฐาน รู้อดีต รู้ปัจจุบัน และรู้อนาคต ยังมีอีกหลายต่อหลายบทตอน ที่จะหยิบยกเอามาพูดกันให้รู้ทีละตอน ๆ

ท่าน้ำวัดระฆัง ท่าน้ำวัดระฆัง มีฝูงปลาจำนวนมาก

         มีคราวหนึ่ง ท่านสมเด็จโตได้สร้างพระสมเด็จขึ้นมาพิมพ์หนึ่ง โดยผีมือช่างหลวงช่วยแกะพิมพ์ให้ พอสร้างเสร็จปลุกเสกเสร็จท่านโตก็ได้ให้พระสมเด็จทรงพิมพ์นี้ ให้ ร.5 ติดตังไป ท่าน ร.5 ได้นำพระสมเด็จที่สมเด็จโตสร้างติดตัวไปประเทศเยอรมันพอถึงเยอรมัน กษัตริย์เยอรมันพบ ร.5 เข้าก็แปลกใจ แลเห็นที่หน้าอกของ ร.5 มีแสงสว่างประกายออกมา จึงกราบเรียนถาม ร.5 ว่า ในตัวมีอะไร ร.5 ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีพระสมเด็จองค์หนึ่งที่ท่านโตให้ติดตัวมา จึงถวายให้กับกษัตริย์เยอรมันไป จึงเรียกสมเด็จทรงพิมพ์นี้ว่า ทรงพิมพ์ไกเซอร์

         ท่านผู้อ่านที่เคารพยิ่ง ตามประวัติต่างๆ ที่ผู้เขียนได้หยิบยกขึ้นมาเขียนกล่าว บางครั้งอาจจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปบ้าง เขียนถูกบ้างผิดบ้าง ขอได้โปรดอภัยแต่เจตนารมณ์ของผู้เขียนมุ่งที่จะจรรโลงไว้ซึ่งศาสนาให้เจริญสูงส่ง รวมทั้งสถาบันกษัตริย์และประการสุดท่านก็คือส่งเสริมคุณค่าและความดีเกียรติคุณยกเบขิดให้ท่านสมเด็จโตมิได้มุ่งทำลาย อดุมการณ์ของผู้เขียนมีอย่างนี้จึงได้เพียรพยายามทุกวิถึทางที่จะให้หนังสือเล่มนี้ได้สำเร็จขี้นมาด้วยความเพียรและขอบรารมีพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใฟ้ดลบังดาลเดิดผลคุณค่าทางปัญญา ส่งผลออกมาทางลายลักษณ์อักษร ให้ท่านได้ดูอ่านชมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสมบูรณ์แบบครบด้วนอาจจะขาดเหลือไปก็เพียงเล็กน้อย ผลอันนี้มุ่งหวังให้ท่านผู้อ่านทั้งประเทศหรือต่างประเทศได้รู้ถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนาไทยเรา และรู้คุณค่าของประวัติความดีของสมเด็จโต ตลอดจนพระสมเด็จที่ท่านสมเด็จโตได้สร้างขึ้น

         สุดท้ายนี้ ผลงานความดีทั้งหลายแหล่ที่ได้จากากรจัดทำนั้น ผู้เขียนขอน้อมเกล้าถวายยกให้พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอรหันต์ ตลอดจนสมเด็จโต รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายในสากลโลกทั้งหมด ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด และศาสนาใด ๆ จงได้รับผลอานิสงค์บุญจากการจัดทำหนังสือเล่มนี้ไปด้วยเทอญ ความบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้เขียนขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

         คราวหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปธุระทางแขวงจังหวัดนนทบุรีด้วยเรือแจง ขอกลับพอมาถึงปากคลองสามเสน เด็กศิษย์คนหนึ่ง ได้เอากะโหลกออกไปตัก น้ำ จะเนื่องด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ กะโหลกนั้นได้พลัดหลุดจากมือจมลงไปในแม่น้ำ ท่านพูดว่า “งมที่นี้ไม่ได้เพราะน้ำลึก ต้องไปงมที่หน้าวัดระฆังจึงจะได้” เมื่อถึงวัดระฆังท่านจึงให้เด็กศิษย์นั้นลงไปงมทื่หน้าวัด ก็ได้กะโหลกลมจริงดังที่ท่านบอก

ท่าน้ำวัดระฆัง มีฝูงปลาจำนวนมาก

ว่าด้วยอภินิหาร

เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้ศึกษาเชี่ยวชาญทั้งในทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระดังกล่าวมา นับว่าท่านเป็นอัจฉริยะบุรุษผู้หนึ่งที่หาได้ยากในโลก” (ด้วยปรากฎว่ามีแต่ผู้ชำนาญเฉพาะธุระเดียวที่ชำนาญทั้งสองธุระนั้นหายาก) เห็นจะเป็นเราพะท่านเชี่ยวชาญในสองธุระประกอบกันจึงเดิดเสียงเลื่องลือกันว่า ท่านทรงคุณในวิทยาคุณานุภาพศักดิ์สิทธ์ว่านี้มาต์หรือเครือ่งวิทยาคมของท่าน มีคุณานุภาพศักดิ์สิทธิ์คือแก้โคกต่าง ๆ ค้อมกันสรรพภัย ค้าขายดี ทางเมตตามหานิยมก็ว่าดีนัก อนึ่งว่ากันว่า ท่านทรางคุณวิเศษถึงสามารถทำสิ่งซึ่งเหลือวิสัยมนุษย์สามัญให้สำเร็จได้ อาทิเช่น ทำให้ คลื่นลมสงบ ห้ามฝน ย่นหนทางฯ ดังจะยกมาสาธกเป็นอุทาหรณ์ต่อไป ในรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้สร้างพระราชวัง พระที่นั่ง และพระเจดีย์วิหารที่บนเขามหาสมณะ จังหวัดเพชรบุรีพระราชทานนามเรียกรวมกันว่า “พระนครคิรี” (และเขามหาสมณะนี้นพระราชทานนามใหม่ว่าเขามไหศวรรย์) ในจดหมายเกตุของหมอบรัดเล (พิมพ์ไว้ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 120หน้า 52) ว่า โปรดฯ ให้เฉลิมพระราชมณเฑียรที่พระนครคีรี พร้อมกับบรรจุพระบรมธาตุในพระเจดีย์ศิลา

เมือเดือนพฤษภาคม ปีจอ พ.ศ.2405 ดังนี้ กล่าวกันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ไปในงานพระราชพิธินั้เนด้วยขากลับท่านออกเรือจากปากอ่าวบ้านแหลมจะข้ามมาอ่าวแม่แลอง เวลานั้นคลื่นลมจัดมาก ชาวบ้านห้ามท่านก็ไม่ฟัง ว่าท่านได้ออกมายืนที่หน้าเก๋งเรือโบกมือไปมา ไม่ช้าคลื่นลมก็สงบราบคาบ

คราวหนึ่งมีการก่อพระเจดีย์ทรายที่ในวัดระฆัง ประจวบกับวันนั้นมีเมฆฝนตั้งมืดคลึ้ม คนทั้งหลายเกรงฝนตก จึงไปกราบเรียนปรารภกับเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ท่านได้กล่าวพร้อมกับโบกมือว่า “ตกที่อื่น ๆ” ว่าน่าประหลาดที่ในวันนั้นปรากูฎว่าฝนไปตกที่อื่นหาได้ตกที่ในตำบลศิริราชพยาบาลไม่ คราวหนึ่งเขานิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปในงานพิธีโกนจุกที่จังหวัดอ่างทอง ท่านได้เริ่มออกเดินทางก่อนถึงกำหนดเวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีผู้สงสัยว่าท่านจะไปทันเวลากำหนดได้อย่างไร ถึงกับได้สอบถามไปยังเจ้าภาพในภายหลังต่อมา ก็ไดรับคำตอบว่าท่านไปทันเวลาตามฎีกาทุกประการ (ว่าวิชานี้ท่านได้เรียนต่อพระอาจารย์แสง ที่จังหวัดลพบุรี)

คำทำนาย ชะตาเมืองไทย ของสมเด็จโต”

จากหนังสือจุลสาร ” 1999 โลกพินาศ 2542 แผนอยู่รอด ”

รวบรวมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์

ในหนังสือ “ปัญญาไทย 1″ ที่เขียนบันทึกเกี่ยวกับประวัติ ผลงานอภินิหาร และ เกียรติคุณ ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ของ มหาอำมาตย์ ตรีพระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันท์ ) ซึ่งเป็นฉบับที่ ม.ล.พระมหาสว่าง เสนีย์วงศ์ รวบรวมในปี พ.ศ.2493 โดยไม่มีการแก้ไขข้อความเดิม ในหน้า 27 มีการพยากรณ์ ถึงชะตาเมือง ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

หลังจากที่ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) พรหมรังษี ได้มรณภาพลง เมื่อวันเสาร์แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415

ตอนเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น นายอาญาราช ( อิ่ม ) ศิษย์ก้นกุฏิ ของเจ้าประคุณสมเด็จ เข้าไปเก็บกวาด ในกุฏิของท่าน ขณะทำความสะอาดพื้นกุฏิ นายอาญาราชได้พบ เศษกระดาษชิ้นหนึ่งซุก อยู่ใต้เสื่อเป็นลายมือของเจ้าประคุณสมเด็จ เขียนสั้นๆ โดยสังเขป เป็นคำทำนายชะตาเมือง มีความว่า

“มหากาฬ พาลยักษ์ รักมิตร สินทธรรม จำแขนขาด ราษฎร์จน ชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว ชาววิไล”

ห ม า ย เ ห ตุ คำทำนายของสมเด็จข้างต้นนี้หาอ่านได้จากหนังสือ ” NOSTRADAMUS นอสตราดามุส”

คำพยากรณ์ที่ว่าเป็นปริศนา คือ พูดให้คิดกันไปเอง มีด้วยกัน ๑๐ ข้อ ดังนี้

๑. มหากาฬ ๒.พาลยักษ์ ๓.รักมิตร (รักบัณฑิต) ๔. สนิทธรรม ๕. จำแขนขาด ๖.ราษฎร์โจร (ราชโจร) ๗.ชนร้องทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙. ถิ่นตาขาว(ถิ่นกาขาว) ๑๐.ชาวศิวิไลซ์

ทีนี้เราจะมาว่าคำขยาย หรือความหมาย ความเป็นไป ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วถึง ๙ ยุค ๙ สมัย หรือ ๙ รัชกาล กันบ้างว่าเป็นอย่างไร ส่วนรัชกาลที่ ๑๐ นั้น ยังไม่เกิด ดังนั้น คำขยายความหมาย หรือเหตุการณ์ จึงเป็นเรื่องของคำพยากรณ์ ทัศนคติ หรือข้อวิจารณ์ของแต่ละคน รวมถึงข้อวิจารณ์ของผมด้วยซึ่งต้องอาศัยกาลเวลาเท่าน ั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

๑. มหากาฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงปราบดาภิเษก คือปราบกบฎที่ก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง และสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงถูกพวกกบฎจับกุมคุมขังและยึดอำนาจ ฐานวิกลจริต (กล่าวหาว่าเป็นบ้าเสียสติ)ด้วยการนำไปประหารชีวิตด้ วยท่อนจันทน์ และตั้งตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ในการนี้ทำให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าตาก และผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ เกิดแข็งข้อ ไม่ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี ไม่ยอมรับว่างั้นเถอะ จึงได้มีพระบรมราชโองการปราบพวกไม่เห็นด้วย หรือพวกกบฎต่อแผ่นดินใหม่ให้ราบคาบ มีการสังหารล้างโคตรกันทีเดียว ถึง ๘๒ ครัวเรือน มีการประกาศใช้กฎปราบกบถ กฎมณเทียรบาล และกฎอัยการศึก ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งเป็นเรื่องหวาดเสียว น่ากลัวมาก เพราะบ้านเมืองที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ (คือสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงใหม่) ยังระส่ำระสาย หาความเป็นปึกแผ่นมั่นคงไม่ได้ จึงต้องทำทุกอย่างด้วยความเฉียบขาด จึงเรียกยุคนี้ว่า “ยุคมหากาฬ” หรือ”ยุคดำมืด” เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่า “บ้านเมืองใหม่จะอยู่หรือจะไป” ยิ่งมีสงคราม ๙ ทัพ จากพวกคุณหม่องมาสั่นประสาทชาวบ้านด้วยแล้ว ใครเกิดยุคนี้ล่ะก็ ร้องได้คำเดียวว่า “กลัวแล้วจ้า” (เพราะคนไทยยังไม่หายเข็ดกลัวพม่ายังไม่เชื่อมั่นในต ัวผู้นำและขุนนาง เพราะสร้างความเหลวแหลกไว้เยอะในตอนก่อนเสียกรุงศรีอ ยุธยา)

๒. พาลยักษ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคแห่งความวิบัติเคราะห์ร้าย ของผู้คนในแผ่นดิน เนื่องจากเกิดอหิวาตโรค (โรคห่า โรคท้องร่วง) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ โรค ได้ระบาดไปทั่วเมือง มีผู้คนล้มตายลงวันละมากๆ เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ ตามสุสานวัดสำคัญต่าง ๆ เช่น วัดสระเกศ , วัดบพิตรพิมุข เต็มไปด้วยซากศพผู้เสียชีวิต ในแม่น้ำลำคลองก็ยังมีซากศพลอยขึ้นอืดกันให้เกลื่อน เป็นที่อุจาดตาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง น่าสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก ถนนหนทางมีแต่ความเงียบสงัดวังเวง ผู้คนต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวก็อพยพหลบหนีโรคร้ายไปอยู่เสียหัวเมือง ในการนี้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ ถึงกับรับสั่งให้ทำพระราชพิธียิงปืนใหญ่รอบกำแพง พระบรมมหาราชวัง ๑ คืน (เป็นความเชื่อที่ว่า โรคห่า เกิดจากการกระทำของยักษ์มาร ภูติผีปีศาจ จึงต้องมีพิธีการสวดมนต์ ปัดรังควาน ยิงปืนใหญ่ขับไล่ ให้มันตกใจกลัวจะได้หนีไป ทำคล้ายกับพิธีสวดภาณยักษ์ หรือสวดอาฎานาฎิยปริตร นั่นแหละครับ) ทรงให้อัญเชิญพระแก้วมรกตอันศักดิ์สิทธิ์ และพระบรมธาตุออกแห่แหน เป็นการขับไล่และปลอบขวัญพลเมือง ในที่สุดโรคร้ายก็สงบ แต่กว่าจะสงบราบคาบประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตถึงสาม หมื่นคนทีเดียว นับว่าไม่น้อยเลยครับในสมัยนั้น

๓. รักมิตร หรือ รักบัณฑิต ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถมา กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การค้าขายกับต่างประเทศ (รัชกาลที่ ๒ ทรงสัพยอกท่านว่า”เจ้าสัว”) ได้มีการเริ่มต้นเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศอันไ ด้แก่ อังกฤษ, อเมริกา ฯลฯ โดยเริ่มต้นจากการค้านั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นยุคที่ทรงโปรดปรานชุบเลี้ยงคนที่ตั้งใ จทำราชการอย่างจริงจัง มากกว่าพวกประจบสอพลอ

๔. สนิทธรรม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์ท่านทรงออกผนวชนานถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยก็ว่าได้ จะเรียกว่าบวชลี้ภัยการเมืองก็ได้ เพราะขนาดออกบวชแล้ว ยังไม่วายูกใส่ร้ายป้ายสี ว่าจะก่อการกบถเลยครับ(ดีนะครับที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ ท่านทรงมีน้ำพระทัยหนักแน่น เยือกเย็น ไม่หูเบา) ดังนั้นเมื่อพระองค์ท่านลาสิกขาขึ้นครองราชย์ตามคำกร าบบังคมทูลเชิญของข้าราชบริพารจึงทรงฝักใฝ่ใธรรม สนับสนุนการเผยแพร่จริยธรรม ตลอดจนการพระศาสนาต่างๆ พระองค์เองก็ทรงชุดขาวถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ฟังธรรมทุกวันธรรมสวณะจึงเรียกยุคนี้ว่า”ยุคสนิทธรรม

๕. จำแขนขาด ในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่น่าเศร้าใจอีกยุคสมัยหนึ่ง เพราะเป็นสมัยที่พวกตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ และฝรั่งเศส กำลังแข่งขันกรีฑาทัพเข้ายึดประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซีย เป็นเมืองขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “ยุคล่าอาณานิคม” เมืองสยามของไทยเรานั้น เป็นเมืองรักสงบ เปรียบเสมือนลูกแกะ ไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรที่จะไปต่อกรกับชาติมหาอำนาจอย่า งกับอังกฤษและฝรั่งเศส ประเทศเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไทยเรา ก็โดนเขากวาดเรียบไปหมดแล้ว เหลือพี่ไทยอยู่เจ้าเดียวเท่านั้น ดังนั้นในสมัยนี้ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส จึงบีบไทยทุกด้าน หาเรื่องทุกอย่าง ที่จะเป็นเหตุยกทัพบุกยึดประเทศให้ได้ แต่ด้วยพระปรีชาญาณแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์ได้ดำเนินวิเทศโยบายอย่างรัดกุม ทรงเสด็จประพาสยุโรป ถึง ๒ หน รวมไปถึงรัสเซียมหามิตรของไทยในสมัยนั้นด้วย นับว่าเป็นผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมเพราะไทยเราได้เพื่อ นเอาไว้เป็นไม้กันหมา ถึงกระนั้นก็เถอะ ไทยเรายังต้องยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนให ญ่เอาไว้ คือไม่ให้เกิดสงครามจนเราแพ้ต้องเสียเอกราช คือเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (ร.ศ ๑๑๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๖) แก่ฝรั่งเศส หลังจากที่ในปี พ.ศ๒๔๓๑ ได้เสียแคว้นสิบสองจุไทย ให้มันไปแล้ว (ขออนุญาตใช้คำว่ามัน เพราะพฤติกรรมเยี่ยงอันธพาล)

ต่อมามันก็หาเรื่องอีก ได้ถอนทัพเรือไปยึดจันทบุรีเอาไว้ ไทยต้องยอมมันอีก โดยยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง และเมืองหลวงพระบาง ให้เจ้าเศษฝรั่งไปครอบครอง ให้ไปร้องไห้ไปล่ะครับ ให้จนกว่ามันจะพอใจหรือไม่สามารถหาเรื่องเราได้อีกแล ้ว ต้องจำแขนขาดเพื่อรักษาชีวิต หรือผืนดินแผ่นใหญ่เอาไว้ให้ลูกหลานจนทุกวันนี้ (เรื่องของไอ้เศษฝรั่งนี่มันยังทำแสบ โดยวางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๕ เมื่อคราวเสด็จประพาสบ้านเมืองของมันอย่างแยบยล เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านในตอน “คำพยากรณ์หลวงปู่เอี่ยม กับ ร.๕”

ส่วนอังกฤษนั้น ค่อยยังชั่วน้อยหน่อย ไม่ถึงกับพาลหาเรื่องนัก โดยในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ไทยเรายอมทำสัญญา ยกดินแดนหัวเมืองทางมาลายู คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ให้อังกฤษ เพื่อแลกกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต หรือ อำนาจศาลกงสุล

๖. ราษฏร์โจร (ราชโจร) ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ไทยเรามีการนิยมของนอก มีการฟุ้งเฟ้อ เอาอย่าง เลียนแบบ วัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในหมู่ข้าราชบริพาร ขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก มีการแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์กันมากเกินไป จนแทบจะไม่มีความหมาย เป็นยุคเริ่มต้นแห่งภัยพิบัติในด้านเศรษฐกิจที่จะตาม มาในยุคต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ทำลายแผ่นดินทางอ้อม ในสมัยนี้มีผู้คิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือน กัน แต่ทำไม่สำเร็จกลายเป็นกบฎไป (กบฎ รศ.๑๓๐)

๗. ชนร้องทุกข์ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นยุคที่ผู้คนพลเมืองต้องประสบกับภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” ผู้คนอดอยาก แร้นแค้นด้วยสภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลสืบเนื่องมาจากการฟุ้งเฟ้อในรัชกาลก่อน มีการปลดข้าราชการออกเพราะไม่มีเงินเบี้ยหวัด เงินปีให้ เป็นสมัยที่เริ่มให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงร้องทุกข์ แสดงความคิดเห็นจนกระทั่งมีการกระทำที่รุนแรงถึงขั้น ปฏิวัติยึดอำนาจ ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นประชาธิปไตย จนในที่สุดพระองค์ต้องทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปสวรรคต ณ ต่างประเทศ

๘. ยุคทมิฬ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จัดเป็นอีกยุคหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึก ไว้ไม่มีวันลืม เพราะองค์ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ ถึงแก่สวรรคต แม้จนกระทั่งปัจจุบันนี้ คดีก็ยังคลุมเครือ เป็นที่วิพากย์วิจารณ์ เป็นที่กินแหนงแคลงใจของคนทั่วไปถึงสาเหตุแห่งการลอบ ปลงพระชนม์ และผู้บงการ บ้านเมืองในยุคที่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ จัดเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจ มีการปฏิวัติ รัฐประหาร เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองจัดได้ว่าเป็น “ยุคทมิฬ” ยุคแห่งความเหี้ยมโหด ไร้ความปราณีและศีลธรรมอย่างแท้จริง

๙. ถิ่นตาขาว (ถิ่นกาขาว) ในยุคสมัยปัจจุบันแห่งองค์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภัทรมหาราชเจ้า มีชื่อเรียกยุคนี้ว่า “ถิ่นตาขาว” ซึ่งคงจะหมายถึงพวกฝรั่งตาน้ำข้าวละกระมัง เพราะเป็นยุคที่องค์พระประมุขของเรา พร้อมด้วยองค์พระราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะซีกโลกทางด้านตะวันตก นอกจากนั้นแล้วยังทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากประเท ศต่าง ๆ ที่มาเยือนอย่างมากมายเช่นกัน ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็ “อะเมซิ่งไทยแลนด์” ไม่น้อย พากันมาเที่ยวเยี่ยมเยียน ไอ้ที่ติดใจสาวไทย รสอาหารแบบไทยๆ บรรยากาศแบบไทยๆ ก็ตั้งรกรากอยู่เมืองไทยซะเลย กลายเป็นถิ่นฐานของพวกเขาไปซะแล้ว เหตุนี้กระมังจึงเรียกยุคนี้ว่า “ถิ่นตาขาว” และอีกคำหนึ่งที่เพี้ยนเสียงไปเป็น “กาขาว” ล่ะ หมายความว่าอย่างไรดี ตอนแรกนะผมนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่า “ตา” จะเป็น “กา” ไปได้อย่างไร แต่พอมาระยะ ๕-๖ ปีให้หลังมานี้ผมึง “บางอ้อ” ไม่ใช่พี่ไทยเลี้ยงอีกาสีขาวหรอกครับ เพราะกายังไงเสีย กาขนมันก็ดำวันยังค่ำ แต่ คนไทยเราไม่เจียมบอดี้ หรือไม่เจียมตนน่ะซิครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๖ ไม่ผิดเพี้ยนเลยคือมีการนิยมของนอก มีการใช้จ่ายที่เกินตัว ฟุ้งเฟ้อ เห่อเหิม อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ขนาดลงทุนเป็นหนี้เป็นสินเขาดอกเบี้ยสูงขนาดไหนก็เอา เห็นผิดเป็นชอบ เห็นดำเป็นขาว เหมือนอีกาที่ขนดำก็อยากจะทำให้มันขาว คราวนี้แจ่มชัดหรือยังว่า ทำไมเมืองไทยถึงเป็น “ถิ่นกาขาว” หรือ”ถิ่นตาขาว” ไม่รู้ลองไปถามไอ้พวกฝรั่ง ” IMF ” ดู แล้วจะรู้ไปถึงก้นบี้งหัวใจ

๑๐. ชาวศิวิไลซ์ หมายถึงยุคที่ ๑๐ หรือรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งยังมาไม่ถึง มีผู้ตีความกันต่าง ๆ นานาเมื่อดูจากความหมายแล้ว คำนี้มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุขร่มเย็น ดังนั้นก็เป็นอันเชื่อขนมกินกันได้เลยว่า ในรัชสมัยต่อไป ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องเจริญรุ่งเรื องก้าวหน้า มั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประชาชนจะอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุข หน้าชื่นตาบานกันทุกถ้วนหน้า จริงเท็จประการใด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่องปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาลนี้ ในบรรดาสานุศิษย์ของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อยุธยา ซึ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว สรีระไม่เน่าเปื่อย บรรจุอยู่ในโลงแก้ว ณ พระวิหารวัดท่าซุงจ.อุทัยธานี คงจะได้ยินได้ฟังมาอีกแบบหนึ่งถึงที่มาของคำปริศนาพย ากรณ์ กล่าวคือในสมัยที่พระคุณท่านยังดำรงสังขารอยู่ได้เล่ าให้ศิษยานุศิษย์ฟังดังนี้

“ในสมัยที่อาตมา (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อยู่กับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ปีนั้นจำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้นแล้วก็คว้าด้วย ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว เป็นลิงนี่จะให้มันเรียบร้อยได้อย่างไร ค้นไปค้นมาในกุฏิหลวงพ่อปานแล้วก็พบสมุดข่อย เป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพยังไม่ปรากฏ แต่สมุดข่อยนั้นเก่า ขาดกระรุ่งกระริ่ง ข้อความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า เดิมหนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย แต่ทว่ามันเก่าเต็มทีก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อย อีกเล่มหนึ่ง แล้วหลวงพ่อปานก็สั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏ ิของท่านซึ่งซุกไว้ใต้ตู้นาฬิกา เอาผ้าสีแดงห่อไว้อย่างดีเหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้ าลิงอ่าน เมื่อเปิดผ้าออกดูแล้วปรากฎว่าหนังสือเล่มนั้นดูราวก ับว่าจะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้พยากรณ์กรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า และกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานครไว้ด้วยดั งนี้

๑.มหากาฬผ่านมหายักษ์ ๒.รู้จักธรรม ๓.จำต้องคิด ๔.สนิทธรรม ๕.จำแขนขาด ๖.ราษฏร์ราชาโจร ๗.นั่งทนทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙.ถิ่นกาขาว ๑๐.ชาววิไล

รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ หมายถึง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินไม่ใช่ฆ ่า ตามประวัติศาสตร์บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกรัชกาลที่ ๑ สั่งปลงพระชนม์ โดยใส่กระสอบแล้วเอาท่อนจันทน์ทุบให้ตายนั้น อันนี้อาตมาเห็นทีจะต้องยอมรับ อาตมานะรับรองว่าคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่งจริง ๆ ประหารก็ต้องประหารจริง ๆ แต่ว่าคนที่ตายนั้นไม่ใช่พระเจ้าตากสิน เป็นคนอื่นเขาตายแทน แล้วพระเจ้าตากสินไปทางไหน ทำไมจึงต้องทำกันอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องของการเมือง พระเจ้าตากสินทรงกู้ชาติสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกในคร าวนั้นได้ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา จะเอาเงินที่ไหนออกมาแล้วในระหว่างกู้ชาติ จะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศต้องใช้เงิน นั่งคิดดูซิความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงใด

เรื่องนี้มันต้องมีการกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละ แต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย ขอให้นักประวัติศาสตร์สืบค้นกันให้ดี แล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีเป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วข ึ้นเถลิงราชย์ไม่ได้ เพราะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าตากสินเอง เพื่อหวังจะให้ชาติไทยอยู่รอด ทรงความเป็นชาติไทยต่อไป และเพราะอะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉย ๆ นั่นเป็นเรื่องของการเมือง ทำไม่ได้ พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่เป็นกษัตริย์ที่มีความโง่ไ ม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่ไม่รู้เท่าทันคนแล้ว จะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว ขอให้ท่านพุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญา ที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกับความจริง แล้วจะทราบความจริงต่อไปในวันข้างหน้า เอากันแค่นี้ก็พอ

รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม ให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัยกันใหญ่ รัชกาลที่ ๓จำต้องคิด พระองค์ทรงคิดหนัก ก่อนจะสวรรคตทรงมีลายพระหัตถ์ ถึงรัชกาลที่ ๔ ว่า ถ้าฉันตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉันถ้าไม่ให้รับราชการ ก็ให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าให้ถึง กับต้องฆ่าแกงกันเลย รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษาและทรงเชี่ยวชาญด้านธรรมะ รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด เสียดินแดนให้แก่พวกฝรั่งเศสและอังกฤษ

รัชกาลที่ ๖ ราษฏรราชาโจร ชาวบ้านหาว่าพระองค์เป็นโจร เอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด (สร้างเมืองจำลอง ดุสิตธานี, สร้างพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม) ความจริงพระองค์ทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย โดยพระองค์ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้คนทั้งหลายเห็นว่าก ษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์เล่นโขนเล่นละครกับคนทั่ว ไปก็ได้ รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ ทรงเถลิงราชสมบัติในช่วงของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ต้องให้ข้าราชการออก เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงสละราชสมบัติ รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาว คนไทยเห่อตามพวกฝรั่ง ทั้งแฟชั่น เครื่องแต่งกายเพลงร้อง อะไร ๆ ก็ฝรั่งทั้งนั้น ถึงจะดี รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล คือยุคที่บ้านเมืองของไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ยังมาไม่ถึง

เป็นไงครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองใช้ปัญญาพิจารณาเปรียบเทียบหาเหตุผลกันเอาเอง ผมมีหน้าที่นำเสนอ จากตำรับตำรา หนังสือวารสารต่างๆ ที่มีอยู่เท่านั้น ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้เราท่านทั้งหลายยังมองไม่ เห็นทางเลยนะครับ ว่าอนาคตข้างหน้าของไทยเรานั้นจะเจริญรุ่งเรืองได้อย ่างไร ตราบใดที่ยังเป็น “ทาสเศรษฐกิจ” ของฝรั่งตาน้ำข้าว IMF อยู่ แม้เราท่านจะไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ในอนาคต แต่ท่านฤาษีลิงดำ ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ในราวปลายรัชกาลที่ ๙ หรือรัชกาลที่ ๑๐ นี้ ประเทศไทยจะขุดพบแร่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำลังคล้ายแร่ยูเรเนียมแต่ทว่ามีกำลังสูงกว่า ถ้าใช้ทางด้านสันติจะมีความเย็นสามารถเผาโรคได้ด้วยอ ำนาจของความเย็น ถ้าใช้ทางด้านพลังงาน ก็จะมีพลังงานสูงมาก ถ้าใช้ฆ่าฟันกันก็จะมีพลังงานมากยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช ้กันในปัจจุบัน เวลานี้ขุดมาได้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันจะปรากฎเอง และเมืองไทยจะมีทรัพยากรต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และจะค่อยๆ มีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ต่อไป ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศชาติจะร่ำรวยมาก ”

คอยดูกันนะจะถูกอีกรึป่าว ถูกมาเก้ารัชกาลแล้ว

ปริศนาธรรมของสมเด็จฯ โต
ตอน ผ้าเช็ดมือถวายไม่ได้

เวลาที่เราจะให้ของอะไรๆ กับผู้อื่น เรามักจะเลือกหาของดีๆ ให้เขา เพราะเรารู้ว่าเป็นธรรมชาติของคนที่อยากจะได้แต่ของดีๆ ไม่มีใครอยากได้ของไร้ค่าหรือมีค่าน้อย บางคนเกร็งเกินไป ไม่กล้าให้ของเล็กน้อยแก่ผู้อื่น เพราะเกรงจะไม่เป็นที่ถูกใจ จึงสรรหาของมีค่ามากไปให้จนผู้รับไม่กล้าใช้ เพราะมันดีเกินไป ได้แต่เก็บใส่ตู้โชว์ ไม่ยอมใช้จนตายไป ลูกหลานก็เอาไว้โชว์ต่อไปอีก

มันน่าขำจริงเชียว !

ญาติโยมโดยทั่วไปก็เหมือนกัน เวลาทำอาหารถวายพระ มักจะเน้นพวกแกง ต้ม ผัด เอาไว้ก่อน ถึงจะทำประณีตอย่างไรก็ตาม พระท่านก็ฉันไม่ใคร่ได้หรอก เพราะท่านฉันจำเจอยู่ทุกๆ วัน อยู่แล้ว มันเบื่อได้เหมือนกัน ไม่ใคร่มีใครเอาน้ำพริก ผักไปถวาย ลองเอาไปถวายซิ ท่านฉันข้าวได้มากเลยแหละ

น้ำพริก ผัก เป็นอาหารที่ปรุงแต่งรสน้อยกว่าพวกแกง ผัดซึ่งปรุงแต่งรสจนบางครั้งเพียงได้กลิ่นก็เกิดอาการคลื่นเหียนเวียนหัว เสียแล้ว เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามน้ำพริกว่าเป็นอาหารเล็กน้อย ไม่สำคัญ เพราะน้ำพริกนี่แหละทำให้ชาวนาชาวไร่มีร่างกายสมบูรณ์

กรณีที่ผมเล่ามานี้ เคยมีกรณีข้างเคียงเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เรื่องมีว่า

สมเด็จฯ โต ได้รับนิมนต์ให้ไปฉันในพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนไตรแพร สมเด็จฯ โตท่านก็เอาไตรแพรนั้นเช็ดปาก เช็ดมือยุ่งไปหมด

พระจอมเกล้าฯ ทรงทักว่า “ไตรเขาดีๆ เอาไปเช็ดเปรอะหมด”

สมเด็จฯ โต ตอบสวนมาทันทีว่า “อะไรๆ ก็ถวายได้ ผ้าเช็ดมือถวายไม่ได้ อาตมภาพก็ต้องเอาผ้าไตรของอาตมาเช็ดอาตมาเอง เป็นอันได้บริโภคของทายกแล้ว ไม่เป็นศรัทธาไทยวิบัติ”

ผ้าเช็ดมือผืนเล็กๆ ราคาผืนไม่กี่บาท แต่ไม่มีใครคิดซื้อหามาถวายพระไม่รู้ว่าเพราะอะไร อะไรๆ ก็ถวายได้ แต่ผ้าเช็ดมือถวายกันไม่ได้

การกระทำของสมเด็จฯ โต เป็นการสอนให้รู้ว่า อย่าเห็นแต่สิ่งของสำคัญจนลืมของเล็กๆ น้อยๆ เพราะบางทีของเล็กน้อยก็สำคัญไม่ใช่ย่อยเหมือนกัน

 

อย่าทอดทิ้ง…พระในบ้าน

มีคุณนายคนหนึ่ง…..
ใจบุญสุนทาน…ตักบาตรทุกเช้า
ตักบาตรเสร็จ.. ก็แต่งสำรับกับข้าว…อย่างบรรจงประณีต ..
เพื่อเอาไปถวาย…..ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ…ผู้เป็นเจ้าอาวาส
ด้วยความเคารพนับถือ..ในจริยวัตรของท่าน
และชอบฟังท่านคุย….เล่าเรื่องต่าง ๆ…
เรียกว่า….ตักบาตรเสร็จ…
คุณนายต้องมาวัดทุกวัน…
ถวายอาหารเสร็จ…ก็คุยกับพระสมเด็จ…

วันหนึ่ง…
หลังจากคุณนายกลับแล้ว….
พระหนุ่มรูปหนึ่ง….ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จ
เข้าไปกราบเรียนว่า…
คุณนายคนนี้…ใจบุญสุนทานจริง ๆ….
แต่เคยได้ยินว่า…เป็นคนใจแคบ…
เหลือแม่อยู่คนเดียว..
ปล่อยให้อดๆ..อยากๆ…ไม่เอาใจใส่…..
ปล่อยให้อยู่ห้องแคบ ๆ…หลังบ้าน
ส่วนตัวเองและลูก ๆ ..
อยู่ตึกใหญ่โต…สะดวกสบาย….

เวลาพูดจากับแม่…ก็ฟังไม่ได้..
หยาบคาย….ขู่ตะคอก…กระแทกกระทั้น…
ผิดกับตอนมาคุยกับสมเด็จที่วัด…
ชนิดหน้ามือ..เป็นหลังมือ…
แม่…จะออกมาเดินเล่นหน้าบ้าน..ก็ไม่ได้…
ไม่ยอมให้ออก…
มีแม่แก่…หลงๆ ลืม ๆ..สติไม่สมประกอบ..
อายเขา…
มีคนเขาเล่าให้ฟัง…หลายรายแล้ว…
เท็จจริงอย่างไร….ไม่ทราบได้…

สมเด็จ….นั่งฟังเฉย…ไม่พูดว่าอะไร
วันหนึ่งมีกิจนิมนต์…ไปทำบุญบ้าน
ขากลับ….เดินผ่านหน้าบ้านคุณนาย…
ท่านก็แวะบ้านคุณนายก่อน…
คุณนายดีใจมาก…ที่สมเด็จมาเยี่ยมถึงบ้าน..
ถือเป็นมงคลอย่างสูง…
ที่พระขั้นสมเด็จ…มาเยี่ยมบ้าน…
จึงเรียกลูกหลาน…มากราบเท้าท่าน…เป็นการใหญ่..
แล้วก็คุยกันเรื่องต่างๆ ..มากมาย..

ในตอนหนึ่ง…
สมเด็จท่าน…ถามคุณนายว่า..
พระในบ้าน…มีไหม…?
มีเจ้าค่ะ…
พระในบ้าน..มีหลายองค์…
เป็นพระเก่า ๆ ทั้งนั้น
สมัยสุโขทัยก็มี…เชียงแสนก็มี…
อาราธนาท่านสมเด็จ….ขึ้นไปดูข้างบน…..
สมเด็จท่าน….เฉย….แล้วถามต่อว่า
ได้ทราบข่าวว่า…
คุณนายมีแม่อีกคน….เดี๋ยวนี้อยู่เสียที่ไหน…?
คุณนายสะอึก…เสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ…

จะตอบตามตรง…ก็กลัวว่า..
สมเด็จจะเดินไปดู…
เห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่…
แล้วท่านจะติเตียน…
อึกๆ …อักๆ …อยู่ครู่หนึ่ง….แล้วจึงตอบว่า…..
ตอนนี้ท่านไม่อยู่เจ้าค่ะ….
ออกไปเยี่ยมญาติ…อีกนานจึงจะกลับ….
สมเด็จท่านนั่งนิ่งอยู่สักครู่….แล้วจึงลากลับ…
คุณนายก็ยังคงไปวัด…เป็นปกติ……

วันหนึ่ง….
สมเด็จ….ท่านเห็นว่า..วันนี้…
คุณนายยิ้มแย้มแจ่มใส…พูดจาร่าเริง…
อารมณ์ดีหลังการทำบุญทำทาน…
สมเด็จจึงถามว่า…
พระในบ้านของโยม….โยมดูแลเรียบร้อยแล้วหรือยัง…?
เรียบร้อยเจ้าค่ะ….
ดิฉันจุดธูปเทียน…ถวายอาหาร….
บูชาเสร็จแล้ว…จึงมาที่วัด…
ท่านไม่ต้องเป็นห่วง….

อาตมา..ไม่ได้หมายถึง…พระพุทธรูป…
พระในบ้านที่อาตมาถามถึงนี่…
เป็นพระที่ยังมีลมหายใจ….
คือ…แม่พระ….ผู้มีพระคุณสูงสุดแก่โยม…
แม่..ให้ชีวิตเรามา…โดยเอาชีวิตตัวเองเขาแลก…
เลี้ยงดูเรามา..ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย….จนได้ดิบได้ดีทุกวันนี้…

แม่เหน็ดเหนื่อย….ทุกข์ทรมาน…แสนสาหัส…
แม่…ทนหิว…เพื่อให้ลูกอิ่ม….
แม่…ทนหนาว..เพื่อให้ลูกอุ่น…
แม่..ไม่เคยนอน..ถ้าลูกของแม่…ยังไม่หลับ…
ยามลูกเจ็บป่วย…..ร้องไห้
หัวใจแม่ก็เจ็บปวด…และร้องไห้พร้อมกับลูกด้วย…..
แม่อยากเอาความเจ็บปวดทั้งหมด…ของลูก…มาไว้ที่แม่…
ถ้าทำได้……
แม่…ยอมตายเพื่อลูกได้….

พระคุณของแม่นี้…..ใหญ่หลวงเกินกว่าจะคณานับ…..
เราต้องตอบแทนบุญคุณท่านบ้างน่ะโยม….
เอาตาดู…หูใส่….เอาใจใส่ท่านบ้าง….
ไม่ใช่ปล่อยให้ท่าน …อด ๆ…อยากๆ……
เจ็บไข้ได้ป่วย….ก็ดูแลท่านบ้าง….
อาตมาได้ข่าวว่า….
คุณโยมเหลือแม่อยู่คนเดียว……
และ…ไม่ค่อยสนใจความเป็นอยู่ของท่าน….
ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ อดๆ อยาก ๆ
ไม่สงสารท่านบ้างหรือ….โยม….?

โยมจัดอาหารมาถวายพระได้ทุกวัน….
แต่พระในบ้านอีกองค์…..โยมไม่เคยจัดให้….
และตอนที่โยมจัดมาให้อาตมา…..
สังเกตดู….โยมจัดมาให้อย่างดี…..ประณีตบรรจง…
แต่ก่อน…..
อาตมาไม่รู้ว่า…อะไรเป็นอะไร…
ก็ฉันของโยมตามปกติ….
แต่ตอนนี้…บอกตรงๆ…เลยว่า…
กลืนไม่ค่อยลง…มาหลายวันแล้ว…..
อาตมาเป็นพระในวัด…
ไม่ควรเอาเปรียบพระในบ้าน….ของโยมเกินไป….

ถ้าพระในบ้าน…ยังอด…
พระในวัด…ก็…กลืนไม่ลง…
การทำบุญให้ได้บุญมากนะโยม…
เลี้ยงพ่อแม่…ให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน…
แล้วจึงถวายพระ……
คุณนาย….ไม่พูดอะไร…. นั่งน้ำตาไหล….
ลูกๆที่รักทุกคน…
ได้ดูแลพระในบ้านของลูกๆ…แล้วหรือยัง…?
ถึงแม้ว่า…จะเพียงเล็กน้อย….ก็ยังดี….
บางคน…..
กว่าจะรู้…พ่อแม่เป็นพระในบ้านผู้ประเสริฐ…
ก็สายเสียแล้ว…
คือ..รู้เมื่อท่านทั้งสอง…..ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว…….

**********************************

สมเด็จโตสยบฤทธิ์แม่นาคพระโขนง

ครั้นเมื่อ นางนาค บ้านพระโขนง เขาตายทั้งกลม ปีศาจของนางนาคกำเริบ เขาลือกันต่อมาว่า ปีศาจนางนาคมาเป็นรูปคน ช่วยผัววิดน้ำเข้านาได้ จนทำให้ชายผู้ผัวมีเมียใหม่ไม่ได้ ปีศาจนางนาคเที่ยวรังควานหลอนหลอก คนเดินเรือในคลองพระโขนงไม่ได้ ตั้งแต่เวลาเย็นตะวันรอนๆ ลงไป ต้องแลเห็นปีศาจนางนาคเดินห่มผ้าสีบ้าง โหนตัวบนต้นโพธิ์ต้นไทรบ้าง พระสงฆ์ในวัดพระโขนงมันก็ล้อเล่น จนกลางคืนพระภิกษุสามเณรต้องนอนรวมกัน ถ้าปลีกไปนอนองค์เดียว เป็นต้องถูกปีศาจนางนาครบกวน จนเสียงกร๊อกแกร๊กอื่นๆ ก็เหมาว่าเป็นปีศาจนางนาคไปหมด พวกหมอผีไปทำเป็นผู้มีวิเศษตั้งพิธีผูกมัดเรียกภูตมัน มันก็เข้ามานั่งแลบลิ้นเหลือกตาเอา เจ้าหมอต้องเจ๊งมันมาหลายคน จนพวกแย่งพวกชิงล้วงลัก ปลอมตัวเป็นนางนาค หลอกลวงเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านกลัวนางนาค เลยมุดหัวเข้ามุ้ง ขโมยเก็บเอาของไปสบาย ค่ำลงก็ต้องล้อมต้องนั่งกองกันยันรุ่งก็มี
สมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) ท่านรู้เหตุปีศาจนางนาคกำเริบเหลือมือหมอ ท่านจึงลงไปค้างที่วัดมหาบุศ ในคลองพระโขนง พอค่ำท่านก็ไปนั่งอยู่ปากหลุม แล้วท่านเรียกนางนาคปีศาจขึ้นมาสนทนากัน ฝ่ายปีศาจนางนาคก็ขึ้นมาพูดจาตกลงกันอย่างไรไม่ทราบ ลงผลท้ายที่สุดท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาคที่เขาฝังไว้มาได้ แล้วท่านมานั่งขัดเกลาจนเป็นมัน ท่านนำขึ้นมาวัดระฆัง ท่านลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ไปไหนท่านก็เอาติดเอวไปด้วย ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบซาลง เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ) ยังเป็นสามเณรอยู่ในกุฏิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นางนาคได้ออกมารบกวน ม.ร.ว.เณรๆ ก็ฟ้องสมเด็จฯ ว่า สีกามากวนเขาเจ้าข้า สีกามากวนเขา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านร้องว่า นางนาคเอ๊ย อย่ารบกวนคุณเณรซี ปีศาจนั้นก็สงบไป นานๆ จึงออกมารบกวน ครั้นท่านชรามากแล้ว ท่านจึงมอบปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากนางนาค ประทานไว้กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ มอบหม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญให้ไปอยู่กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ด้วย นานๆ นางนาคออกมาหยอกเย้าหม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญ หม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญต้องร้องฟ้องหม่อมเจ้าพระพุทธบาทฯ ๆ ต้องทรงกริ้วนางนาคว่า เป็นผู้หญิงยิงเรืออย่ามารบกวน คุณเณรจะดูหนังสือหนังหา เสร็จกริ้วแล้วก็เงียบไป (เรื่องนี้สำหรับเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลังเล่าให้ฟัง)
nerd_smile.gifwacko.gifrolleyes.gifmad.gif

 

Tags:

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ‘ขุนพันธ์’

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ‘ขุนพันธ์’ อดีตนายตำรวจมือปราบจอมขมังเวทย์

พล.ต.ต.ขุนธรักษ์ราชเดช ในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ถือเป็นนายตำรวจชาวนครศรีธรรรมราช ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักและยอมรับของคนในภาคใต้ ในด้านการปราบปรามโจรผู้ร้ายที่มีประวัติร้ายกาจในภาคใต้มาอย่างมากมาย จนเป็นที่เกรงกลัวของขุนโจรภาคใต้ในสมัยนั้น และขุนพันธ์รักษ์ราชเดชยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สนใจในด้านประวัติศาสตร์ คติชนวิทยา และไสยศาสตร์เป็นพิเศษ

 มีข้อเขียนปรากฏอยู่ตามหนังสือและวารสารต่าง ๆ หลายเรื่อง คนทั่วไปจะนิยมเรียกว่า ขุนพันธ์

ประมวลภาพและประวัติของท่าน

 อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 8 เป็นนายตำรวจชาวเมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วไปในภาคใต้ และในจังหวัดอื่นๆ ที่ท่านไปดำรงตำแหน่งอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือในการปราบปรามโจรผู้ร้าย นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้สนใจวิชาการทั่วไป โดยสนใจทางด้านประวัติศาสตร์คติชนวิทยาและไสยศาสตร์เป็นพิเศษ มีข้อเขียนปรากฏอยู่ในหนังสือ และวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ปัจจุบันคนทั่วไปนิยมเรียกท่านสั้นๆ ว่า ” ท่านขุน ” พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์ เกิดเมื่อวัดที่ 18 กุมภาพันธ์ 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา ตั้งแต่ ก ข ก กา ไปจนจบ พออ่านสมุดข่อยได้บ้างจึงได้เข้าเรียนที่วัดอ้ายเขียวกับอาจารย์ปานซึ่งเป็นสมภาร และอาจารย์นามสมภารรูปต่อมา และที่วัดอ้ายเขียวนี้เองท่านได้เรียนกับครูฆราวาสคนหนึ่งด้วย ชื่อนายหีด เป็นชาวอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งอาจารย์ปานได้พามาอยู่ที่วัดนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ใครๆ เรียกกันว่าหลวงหีด นายหีดได้สอนหนังสือไทยแบบใหม่ให้ คือ ใช้แบบเรียนเร็ว เล่ม 1-2-3 จนท่านขุนมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี หลังจากนั้นท่านจึงเข้าสู่การศึกษาระบบโรงเรียน โดยเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2 และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง

เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีครูเพิ่ม ณ นคร เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน

ในปี พ.ศ.2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน) พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ

ในปี พ.ศ.2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ บุณยเกียรติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ได้เรียนวิชามวย ยูโด และยิมนาสติกจากครูหลายคน เช่น ครูย้อย ครูศิริ ครูนก ครูมณี จนมีความชำนาญพอสมควร ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ.2467

ต่อมาในปี 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ.2472

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ทางราชการได้แต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อย ที่กองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ.2473 เป็นนักเรียนทำการอยู่ 6 เดือน ได้เลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรี

ต่อมาในปี พ.ศ.2474 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมวดที่กองเมืองจังหวัดพัทลุง ที่พัทลุงนี่เองท่านได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงราชการและคนทั่วไป โดยการปราบปรามผู้ร้ายสำคัญของจังหวัดพัทลุง คือ เสือสัง หรือเสือพุ่ม ซึ่งเป็นเสือร้ายที่แหกคุกมาจากเมืองตรัง

 ขุนพันธรักษ์ราชเดชเล่าว่า เสือสังนี้มีร่างกายใหญ่โต ดุร้าย และมีอิทธิพลมาก มาอยู่ในความปกครองของกำนันตำบลป่าพยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง นอกจากนั้นแล้วยังมีคนใหญ่คนโตหลายคนให้ความอุ้มชูเสือสัง จึงทำให้เป็นการยากที่จะปราบได้ แต่ท่านก็สามารถปรามเสือสังได้ในปีแรกที่ย้ายมารับราชการ โดยท่านไปปราบร่วมกับ พลตำรวจเผือก ด้วงชู มี นายขี้ครั่ง เหรียญขำ เป็นคนนำทาง การปราบปรามเสือสังครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมาก ตอนนั้นจเรพระยาศรีสุรเสนา ไปตรวจราชการตำรวจที่พัทลุงพอดี ผู้ปราบเสือสังจึงได้รับความดีความชอบ คือ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีบิตร์ พันธรักษ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นร้อยตำรวจตรี พลตำรวจเผือก ชูด้วง เป็นสิบตรี และนายขี้ครั่ง ได้รับรางวัล 400 บาท หลังจากนั้นมาอีก 1 ปี ท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายสำคัญอื่นๆ 16 คน เช่น เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เป็นต้น

ด้วยความดีความชอบ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช” และในปี พ.ศ.2478 ได้รับเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจโท และในปีนี้ได้อุปสมบทที่วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีท่านเจ้าคุณรัตนธัชมุนี (แบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอยู่ได้ 1 พรรษา จึงลาสิกขา ในปี พ.ศ.2479 ท่านได้ย้ายไปเป็นหัวหน้ากองตรวจ ประจำกองบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช ประจำจังหวัดสงขลา ได้ปราบโจรผู้ร้ายหลายคน

 การปราบโจรครั้งสำคัญและทำให้ท่านมีชื่อเสียงมากคือ การปราบผู้ร้ายทางการเมืองมีนราธิวาส ในปี พ.ศ.2481 หัวหน้าโจรชื่อ ” อะแวสะดอตาเละ ” นัยว่าเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน เที่ยวปล้นฆ่าเฉพาะคนไทยเท่านั้น ในที่สุดก็ถูกขุนพันธ์ฯ จับได้ ท่านจึงได้รับฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า ” รายอกะจ ิ” และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกในปีนั้นเอง พ.ศ.2482 ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับกองเมืองพัทลุง ปี พ.ศ.2485 ย้ายเป็นรองผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ปราบปรามโจรหลายราย รายสำคัญ คือ เสือสาย และเสือเอิบ

หลังจากนั้นขุนพันธ์ฯ ได้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดในภาคอื่น คือ ในปี พ.ศ.2486 ได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย ที่สำคัญคือการปราบ เสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี พ.ศ.2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายคน เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น

กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่า ผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้สิ้นซาก จึงได้ตั้งกองปราบพเศษขึ้น โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้ 1 กองพัน แต่งตั้งให้ พ.ต.ต.สวัสดิ์ กันเขตต์ เป็นผู้อำนวยการกองปราบ และ พ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นรองผู้อำนวยการ กองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489 เพื่อวางแผนกำจัดเสือฝ้าย แต่แผนล้มเหลว ผู้ร้ายรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯ ได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดโจรผู้ร้ายที่จะแตกเข้ามาจังหวัดชัยนาท ครั้งนั้นขุนพันธ์ฯ ใช้ดาบเป็นอาวุธคู่มือแทนที่จะใช้ปืนยาว ดาบนั้นถุงผ้าแดงสวมทั้งฝักและด้าม คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า “ขุนพันธ์ดาบแดง”

ฝีมือขุนพันธ์ฯ เป็นที่ครั่นคร้ามของพวกมิจฉาชีพทั่วไป แม้แต่เสือฝ้ายเองก็เคยติดสินบนท่านถึง 2000 บาท เพื่อไม่ให้ปราบปราม แต่ขุนพันธ์ฯ ไม่สนใจ คงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีจนปราบปรามได้สำเร็จ ท่านอยู่ชัยนาท 3 ปี ปราบปรามเสือร้ายต่างๆ สงบลง แล้วได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่อยุธยา อยู่ได้ประมาณ 4 เดือนเศษก็เกิดโจรผู้ร้ายชุกชมที่กำแพงเพชร ตอนนั้นเป็นระยะเปลี่ยนอธิบดีกรมตำรวจ และขุนพันธ์ฯ ก็ถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมอาชีพว่าเป็นโจรผู้ร้าย พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ อธิบดีกรมตำรวจยังเชื่อมั่นว่าขุนพันธ์ฯ เป็นคนดี จึงโทรเลขให้ไปพบด่วน และแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ.2490 ขุนพันธ์ฯ ได้ปรับปรุงการตำรวจภูธรของเมืองนี้ให้มีสมรรถภาพขึ้น และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายต่างๆ ที่สำคัญคือ เสือไกร กับ เสือวัน แห่งอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ทำให้ฝีมือการปราบปรามของขุนพันธ์ฯยิ่งลือกระฉ่อนไปไกล

ต่อมาในปี พ.ศ.2491 ทางจังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายกำเริบชุกชุมขึ้นอีก ราษฎรชาวพัทลุงนึกถึงขุนพันธ์ฯ นายตำรวจมือปราบ เพราะเคยประจักษ์ฝีมือมาแล้ว จึงเข้าชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัวขุนพันธ์ฯกลับพัทลุงเพื่อช่วยปราบปรามโจรผู้ร้าย กรมตำรวจอนุมัติตามคำร้องขอ ขุนพันธ์ฯ จึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกวาระหนึ่ง ได้ปราบปรามเสือร้ายที่สำคัญๆสิ้นชื่อไปหลายคน ผู้ร้ายบางรายก็หนีออกนอกเขตพัทลุงไปอยู่เสียที่อื่น

 นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นพิเศษแล้ว ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารถรไฟที่เข้าออกเมืองพัทลุง ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจ มีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ.2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ.2494 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ.2507

ตลอดชีวิตรับราชการ พล.ต.ต.ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกียรติประวัติในการปราบปรามโจรผู้ร้ายคนสำคัญๆ ของจังหวัดต่างๆ ที่ท่านไปประจำอยู่ จนเป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไปและเป็นคนที่ครั่นคร้ามของโจรก๊กต่างๆ นับได้ว่าท่านเป็นนายตำรวจมือปราบคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย และด้วยฝีมือในการปราบปรามนี้เองทำให้ท่านได้รับการเลื่อนยศและตำแหน่งสูงขึ้นเป็นลำดับมา แม้เกษียณแล้วท่านก็ยังสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองเสมอมา เช่น ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยเลือกตั้งปี พ.ศ.2516 เป็นต้น

 นอกจากเกียรติคุณทั้งในและนอกตำแหน่งหน้าที่ราชการดังกล่าวมาแล้ว ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญซึ่งควรกล่าวถึงคือ เป็นนักวิชาการที่สำคัญคนหนึ่ง ท่านเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่างๆ ลงพิมพ์ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ขุนพันธ์ฯ เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์อยู่มาก เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ นอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งประวัติบุคคลและสถานที่ ตำนานท้องถิ่น มวย และเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง ข้อเขียนต่างๆของท่าน เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในภาคใต้ สองเกลอ ช้างเผือกงาดำ หัวล้านนอกครู ศิษย์เจ้าคุณ มวยไทย เชื่อเครื่อง กรุงชิง เป็นต้น

 โดยเฉพาะเรื่องกรุงชิงนั้น ท่านเล่าว่าเป็นเรื่องที่ท่านเขียนทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันตามพระบรมราชโองการ และต่อมามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีได้ขออนุญาตนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ใน ” รูสมิแล ” วารสารของมหาวิทยลัยปีที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ.2526 งานเขียนของท่านส่วนมากจะลงพิมพ์ใน สารนครศรีธรรมราช หนังสืองานเดือนสิบวิชชา (วารสารทางวิชาการของวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช) รูสมิแล (วารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) และหนังสือที่ระลึกในโอกาสต่างๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานต่างๆ

 ในด้านชีวิตครอบครัว ขุนพันธ์รักษ์ราชเดชมีภรรยาคนแรกชื่อเฉลา ตอนนั้นท่านมีอายุได้ประมาณ 30 ปี ขณะที่รับราชการอยู่ที่จังหวัดพัทลุง มีบุตรด้วยกัน 8 คน ต่อมาภรรยาเสียชีวิต ท่านจึงได้ภรรยาใหม่ชื่อสมสมัย มีบุตรด้วยกัน 4 คน แด่คุณงามความดีที่ท่านพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้สร้างไว้ ตลอดจนเกียรติยศศักดิ์ศรีนายตำรวจมือปราบของตำรวจไทย พวกเราในฐานะข้าราชการตำรวจกองบังคับการปราบปราม ขอระลึกและร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของท่าน และเราจะนำเอาแนวทางการทำงานของท่านมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประชาชนต่อไปดังคำขวัญของเราที่ว่า “ถ้าพึ่งใครไม่ได้ก็มานี่ ป.ขอพลีทั้งชีวิตอุทิศให้ เพื่อประเทศ หน้าที่ พี่น้องไทย เพื่อความเป็นธรรมในผืนแผ่นดิน”

 ถึงแก่กรรมแล้ว ผู้สื่อข่าว จ.นครศรีธรรมราช รายงานวันนี้ (6 ก.ค.) ว่า เมื่อเวลา 05.00 น. พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตนายตำรวจมือปราบจอมขมังเวทย์ และอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 อายุปัจจุบัน 108 ปี ได้ถึงแก่กรรมด้วยความสงบด้วยโรคชราแล้วที่บ้านพักเลขที่764/5 ซอยราชเดช ถนนราชดำเนิน ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ท่ามกลางความเสียใจของบรรดาญาติๆ และลูกศิษย์จำนวนมากที่ทราบต่างพากันไปกราบไหว้ศพที่บ้านพักจนแน่นขนัด มีรายงานว่าศพของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ญาติได้แต่งกายด้วยชุดนายตำรวจยศพล.ต.ต.เต็มยศ นอนเสียชีวิตอย่างสงบข้างดาบคู่กาย และกำหนดพระราชทานน้ำหลวงอาบศพพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เวลา 14.00 น. ณ ศาลา 100 ปี วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายท่านและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และบรรดาลูกศิษย์จำนวนมากจะเดินทางมาร่วมพิธีอาบน้ำศพ

 

Tags: ,

ปู่เย็น เฒ่าทรนง ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี

กาลครั้งหนึ่ง ปู่เย็น เฒ่าทรนง ณ สะพานลำใย แห่งลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี เคยแวะมาเยี่ยมปู่เย็นแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงที่แกฮอตสุดๆ เมื่อ 4-5 ปีก่อน จำได้ว่าตอนนั้นแกนั่งขายปลาที่หามาได้อยู่ตรงหัวบันไดทางลงท่าน้ำสะพานลำใย (สะพานข้ามแม่น้ำเพชรฯ) แวดล้อมด้วยผู้คน ซึ่งส่วนมากเป็นคนท้องถิ่นแวะมาเยี่ยมเยียนทักทายเหมือนลูกหลาน “ปู่เย็น” ชายชราที่ควรค่าแก่การยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจยิ่ง

ไม่มีใครลังเลที่จะไหว้แก แม้แต่ผม “หวัดดีปู่…” ราวแกเป็นญาติผู้ใหญ่ ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แกก็เออๆ ออๆ ของแกไปตามเรื่อง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาฝ้าฟางยังคงเปล่งประกายแห่งชีวิต รู้สึกอบอุ่นเมื่อแกมองหรือยิ้มให้สักครั้ง จากนั้นก็ซึมซับพลังชีวิตจากแกไว้เป็นสิริมงคล แล้วก็ร่ำลากันไป ติดตามข่าวสารของแกอยู่เป็นระยะๆ ล่าสุดปู่เย็นกลายเป็นโลโก้ของจังหวัดเพชรบุรีไปเสียแล้ว ช่วยประชาสัมพันธ์ รณรงค์โน่นนี่นั่นสารพัด จนถึงระดับประเทศก็เห็นกันอยู่ ข้ามสะพานหน้าวัดมหาธาตุมองไปทางสะพานลำใยก็เห็นเรือแกจอดอยู่อย่างนั้น แกก็มีชีวิตของแก ผ่านไป 100 กว่าปีแล้วสำหรับปู่เย็น และวันหนึ่งแกก็จะกลายเป็นตำนานให้ได้เล่าขานกัน “ปู่เย็น เฒ่าทรนงแห่งลุ่นแม่น้ำเพชรบุรี” แต่ก่อนจะถึงวันนั้นขอไปเยี่ยมแกอีกสักครั้งเถอะ….

 2 สิงหาคม 2551 ไม่ใช่แค่ข้ามสะพานหน้าวัดมหาธาตุ (สะพานใหญ่) แล้วมองไปทางสะพานลำใยเหมือนเคย วันนี้ผมจะไปที่นั่น ใต้สะพานลำใย ไปไหว้ปู่เย็น และเก็บภาพแกไว้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและกล้อง ก่อนที่ทุกอย่างเบื้องหน้าจะอันตธานหายไป เมื่อไหร่ก็ได้… มีคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนทางขึ้นมาตรงเชิงบันไดด้านล่าง เข้าใจว่าคงมาเยี่ยมปู่เย็นเหมือนกัน ใต้สะพานลำใย เรือลำหนึ่ง ผู้เฒ่าคนหนึ่ง กองร้อยปลาเข็มตัวเขื่องฝูงหนึ่งข้างเรือ กับคนสะพายกล้องผ่านมาคนหนึ่ง….

เบื้องหน้าคือชายชราอายุ 104 ปี อ่อนล้าโรยแรง ก้มหน้าก้มตานับเงินเรียงใส่กระเป๋าเสื้อด้านใน ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่มีคำพูดใดๆ ในสายตาที่ว่างเปล่าคู่นั้น มีเพียงวิญญาณจอมทรนงในเรือนร่างของปู่เย็น หวัดดีแกเสร็จ ขอถ่ายภาพได้เล็กน้อย ก็ต้องปลีกตัวเลี่ยงออกมาด้านหนึ่ง

เมื่อปู่เย็นทำท่าจะเอนหลังพักผ่อน หันกลับไปอีกทีแกก็ล้มตัวลงนอนเสียแล้ว บั้นปลายชีวิตที่เลือกได้ของปูเย็น ก็คงเป็นไปอย่างที่แกลิขิตเอาไว้เอง ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงใต้สะพานลำใยแห่งนี้ หรือเรือคู่ชีพลำนั้นของแก หากแต่น่าจะเป็นบั้นปลายชีวิตที่ไม่ยอมเป็นภาระแก่ลูกหลาน และถึงแม้ว่าวันนี้แกจะไม่สามารถหาปลาได้อีกแล้วก็ตาม

 ข้ามสะพานลำใยลงไปท่าน้ำฝั่งตรงข้าม มองมาก็เห็นปู่เย็นลุกขึ้นชันเข่าสูงท่วมหัวเปิบข้าว ได้ภาพชีวิตของแกมาอีกหลายภาพก่อนจะจากสะพานลำใยมาเงียบๆ โดยมิได้ร่ำลาปู่เย็น เราต่างคนก็ต่างมีเส้นทางชีวิต ปู่เย็นแกพบวิถีทางของแกแล้ว ส่วนผมยังคงต้องซัดเซพเนจรต่อไป และอาจจะใช้ชีวิตช่วงท้ายๆในห้องสัปรังเคที่ไหนสักแห่ง ไม่ก็ตาย อย่างทรนง เหมือนหมาข้างถนนตัวหนึ่ง มนุษย์เราก็เท่านี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้วงจรชีวิตมันได้สมบรูณ์ แบบสวยสด และหมดจดงดงาม ภาพนูนสูงปูนปั้น กลางราวสะพานลำใย

ภาพนูนสูงปูนปั้น กลางราวสะพานลำใย

2 สิงหาคม 2551 

ขอขอบคุณ
http://www.muangphet.com/library/puyen/

 

เรื่องราวชีวิตของชายชราอายุผู้หนึ่งที่มีอายุกว่า 106 ปี ซื่อ ปู่เย็น หรือ นายเย็น แก้วมะณี ที่อาศัยกินอยู่หลับนอนบนเรือแทนบ้าน และยึดอาชีพการหาปลาขายเลี้ยงตนเองตามลำพัง ได้ถูกเปิดเผยขึ้นและถ่ายทอดผ่านทางรายการทีวี ที่มีชื่อว่า รายการคนค้นคน เข้ามาสัมผัสและถ่ายทองเรื่องราวชีวิตของปู่เย็น เฒ่าทระนงแห่งลุ่มแม่นำเพชรบุรี ออกสู่สายตาคนทั้งประเทศถึงสามตอน ทำให้หลายคนและหลายครอบครัวทั้งในจังหวัดเพชรบุรี และต่างจังหวัด เดินทางมาที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อมาหา มาเยี่ยม และมาดูตัวเป็นๆของปู่เย็น ผู้ที่อายุยืนนับร้อยปี ทำให้ในช่วงนั้นจังหวัดเพชรบุรีคึกคัดเป็นพิเศษ และที่สำคัญไปกว่านั้น และสร้างความปราบปลื้มใจให้แก่ชาวจังหวัดเพชรบุรี และตัวปู่เย็นมากที่สุดก็คือ วันที่ 23 มีนาคม 2548 เป็นวันที่ปู่เย็น ได้เข้ารับเรือพระราชทานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จัดขึ้นบริเวณท่าน้ำหลังจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งงานนี้ประชาชนทั้งจังหวัดเพชรบุรี และตัวปู่เย็นต่างยินดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ชีวิตของชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเองด้วยการหาปลาขาย ไม่โกงใคร และยึดหลักที่ว่า หอยไม่มีมือ ไม่มีตีน ยังหากินได้ นับประสาอะไรกับคน มีทั้งมือทั้งตีนต้องหากินได้ คำพูดของชายชราผู้นี้ถูกถ่ายทอดออกไปทำให้คนหลายๆคนมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต และรู้จักคำว่าพอเพียง และใครจะรู้ว่าหากไม่มีรายการคนค้นคน หรือ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิและทีมงานชีวิตของชายชราผู้นี้ อาจจะเหมือนคนแก่ทั่วไปที่ถูกปล่อยปะละเลย ไม่มีใครสนใจ หรืออาจจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่ายังมีคนแบบปู่เย็นอยู่ในโลก

ขณะเกิดฝนตกหนักประชาชนส่วนใหญ่ก็กำลังนอนหลับอยู่ภายในบ้านกันอย่างสบาย แต่ใครจะนึกว่าขณะเดียวกัน ปู่เย็น เฒ่าแห่งแม่น้ำเพชรบุรี ได้ทุรนทุรายเพื่อที่จะหนีความเปียกปอนอาศัยใต้ถุนสะพานเป็นหลังคาบ้าน จนเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้รับบาดเจ็บ คะเราไปติดตามเรื่องนี้ ผู้คนจากอำเภอท่ายางอำเภอบ้านแหลมและอำเภอเมืองเพชรบุรี พร้อมทีมข่าวพีซีทีวีจำนวนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยมและดูอาการของ ปู่เย็น เฒ่าทระนง แห่งแม่น้ำเพชรบุรี หลังทราบว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาปู่เย็นได้ลื่นหกล้มที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำใต้สะพานลำใย เนื่องจากขณะนั้นมีฝนตกหนัก

         ปู่เย็น ได้เล่าว่า ขณะนอนหลับอยู่ภายในเรือที่เทียบอยู่ริมฝั่งแม่น้ำใต้สะพาน เกิดมีฝนตกหนักและอากาศค่อนข้างเย็นเกรงว่าผ้าห่มจะเปียก จึงรีบตื่นเพื่อที่จะขึ้นไปนอนบนบกใต้เชิงสะพาน จึงเกิดลื่นหกล้มจนมีแผลถลอกที่บริเวณแขนข้างขวา และนิ้วเท้าข้างซ้ายเป็นรอยฟกช้ำ ครั้งแรกปู่เย็นได้ฉีกเอาเศษผ้ามาซับเลือดบริเวณบาดแผลพร้อมกับพันทับเอาไว้ หลังจากทีมข่าวได้พูดคุย กับปู่เย็นแล้วจึงช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยการนำเศษผ้าที่ปู่เย็นได้พันเอาไว้ออก แล้วนำผ้าพันแผลที่ถูกหลักอนามัยมาพันแทน จากนั้นได้ประสานไปยังจังหวัดเพชรบุรีเพื่อให้ช่วยประสานต่อไปยังแพทย์จากโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี และหลังจากแพทย์เดินทางมาถึง ปู่เย็น ได้พูดว่า ไปรบกวนคุณหมอทำไม….เกรงใจเขา ซึ่งคำพูดนี้จะได้ยินจากปาก ปู่เย็น เป็นประจำ เนื่องจากนิสัยส่วนตัวแล้วปู่เย็น จะเป็นคนเกรงใจคน จากนั้นแพทย์ได้ใส่ยาฆ่าเชื้อให้พร้อมกับพันแผลตามปกติ หลังทำแผลเรียบร้อยแล้วปู่เย็นก็ได้พูดคุยกับผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมอย่างร่าเริง พร้อมกับบอกว่าช่วงนี้ไม่มีเวลาที่จะออกหาปลา เนื่องจากต้องรับแขกที่เดินทางมาเยี่ยม และพูดติดตลกอีกว่า สงสัยตัวเองจะดังใหญ่แล้ว ปล่อยเขาเดี๋ยวก็ซาไปเอง

ภาพ:6039-1450.gif

 

ปู่เย็น เฒ่าทระนง แห่งแม่น้ำเพชรบุรี เล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อแม่น้ำเพชร ซึ่งได้สะท้อนให้รู้ว่า แม่น้ำเพชรบุรีแหล่งนี้ในอนาคตจะเป็นเช่นไร ถ้าวันนี้ไม่ได้รับการพัฒนาคะจากการที่ทีมข่าวได้เสนอเรื่องราวของ ปู่เย็น แก้วมะณีอายุ 105 ปี เฒ่าทระนง แห่งแม่น้ำเพชรบุรี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือกลางแม่น้ำเพชรบุรีมากว่า 10 ปี หลังจากภรรยาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536 โดยประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองด้วยการหาปลาขายแบบการขึงตาข่ายบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งปัจจุบันขายปลาได้วันละ 30-70 บาท

        ปู่เย็น ได้เล่าให้ทีมข่าวฟังอย่างเหนื่อยล้าว่า อดีตแม่น้ำเพชรบุรีนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ แต่เดี๋ยวนี้ลำคลองตั้งแต่บริเวณวัดท่ากระเทียม อ.ท่ายาง ตลอดเรื่อยมาถึง อ.เมือง นั้นมีความสกปรกมาก น้ำที่เคยอาศัยใช้ดื่ม เดี๋ยวนี้ไม่กล้าดื่มแล้วเพราะเกรงว่าจะทำให้ท้องเสีย ปู่เย็น ยังได้เล่าต่ออีกว่า ทุกวันนี้ได้อาศัยน้ำโพลาลิดดื่ม แต่ไม่รู้สึกหนักท้อง ผิดกับน้ำเพชรในสมัยก่อนเมื่อนำมาดื่มจะรู้สึกอิ่มและหนักท้อง และแม่น้ำเพชรขณะ บางจุดจะมีกอซอล้มขวางทำให้มีความลำบากในการล่องเรือเป็นอย่างมากปู่เย็น ยังได้เล่าถึงการพัฒนาแม่น้ำเพชรบุรีของหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมา ว่า มีการพัฒนาไม่ทั่วถึง ทำแบบเอาหน้าเอาตาและเอาใจเจ้านายเท่านั้น เมื่อเจ้านายไม่เห็นจะทำเหมือนผักชีโรยหน้า ทุกวันนี้ขยะก็มากมายทำให้ลำบากในการวางตาข่ายดักปลาเท่าที่ทีมข่าวได้พูดคุยกับปู่เย็น จะเห็นว่าปู่เย็น นั้นมีความคิดที่มีความสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งน้อยคนนักที่จะมีความรู้สึกดีดีกับแม่น้ำเพชรบุรี อันเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวจังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การพูดคุยกับ ปู่เย็น ในครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงกฎเกณฑ์ในการดำรงชีวิต เป็นการต่อสู้เพื่อการดิ้นรนให้อยู่รอดไม่ใช่เป็นเรื่องยากลำบาก ซึ่งก็เปรียบเหมือน ชีวิตของ ปู่เย็น ที่กำลังต่อสู้เพื่อการอยู่รอด โดยการอาศัยแม่น้ำเพชรบุรี หาปลาขายเพื่อเลี้ยงชีพ เหมือนกับแม่น้ำเพชรบุรี ขณะนี้ต้องทนเเบกรับกับสิ่งสกปรกที่มนุษย์ได้กระทำเอาไว้และไร้คนเหลียวแลที่จะพัฒนาจนนำไปสู่เกิดการเน่าเสีย เมื่อนั้น ปู่เย็น และคนทั้งจังหวัดคงจะอาศัยแหล่งน้ำอันเป็นประวัติศาสตร์แหล่งนี้ในการดำรงชีพให้อยู่รอดต่อไม่ได้ ไปเยี่ยมเยียนอยู่เรื่อยๆและอีกไม่กี่วันเรือพระราชทานของปู่เย็นก็จะสร้างเสร็จแล้วและปู่เย็น ยังยืนยัน รักษาสัจจะว่าจะกลับบ้านเมื่อถึงหน้าเดือนหก

        ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นาย ประสงค์ พิทูรกิจจา เปิดเผยถึงเรือพระราชทานที่ นายเย็น แก้วมะณี อายุ 105 ปี ซึ่งอาศัยหลับนอนอยู่ในเรือ และประทังชีพด้วยการหาปลาขาย จะได้ รับพระทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่าเป็นฝีมือการออกแบบของวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา เป็นเรือกว้าง 1 เมตร ยาว 6 เมตร มีประทุนหลังคากันแดดกันฝน ด้านครึ่งเรือตอนท้ายจะมีผ้ามุ้งสำหรับกันยุงและสิ่งอำนวยความสะดวกในเรืออย่างครบครัน เช่น ยารักษาโรค และพาชนะจำเป็นสำหรับการอุปโภคบริโภค ตลอดเครื่องใช้จำนวนหนึ่ง สำหรับตัวเรือจะเป็นเนื้อไฟเบอร์กลาสตลอดทั้งลำ มีน้ำหนักเบาสามารถลอยตัวอยู่ในน้ำตื้นได้ โดยจะสร้างเสร็จภายในไม่เกิน 20 วัน

        ซึ่งทุกวันนี้ ยังคงมีผู้มีน้ำใจทั้งภายในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาที่สะพานลำใย อ.เมืองเพชรบุรีอย่างไม่ขาดสาย เพื่อเยี่ยมปู่เย็นด้วยความเป็นห่วง โดยในช่วงเย็นปู่ได้ขึ้นมานั่งรับผู้ที่มาเยี่ยมเยียนบนบันไดสะพาน ปู่เย็น ได้เล่าถึงเหตุผลที่ขึ้นจากเรือมานั่งบนบันไดสะพานว่า หลายวันมานี้มีผู้มานั่งพูดคุยและเยี่ยมเยียนที่เรือทุกวัน ตนจึงไม่ได้ออกเรือและตนก็รู้สึกเกรงใจผู้ที่มาเยี่ยมซึ่งต้องเดินทางลงไปใต้สะพานซึ่งไม่สะดวก เมื่อวันก่อนฝนตกหนักทำให้ใกล้ๆ ที่จอดเรือมีสภาพชื้นแฉะแต่คนก็มาเยี่ยมอย่างไม่ขาดสาย เมื่อห้ามคนมาเยี่ยมไม่ได้ จึงขึ้นมารอที่บันไดดีกว่า คนที่มีเยี่ยมจะได้ไม่ต้องลำบากเดินลงไป ปู่เย็นได้กล่าวว่าตอนนี้ตนไม่ได้ออกเรือเพราะตาข่ายหายไปประกอบกับคนที่มาเยี่ยมนำของมาให้มากมายหากผู้ที่มาเยี่ยมน้อยลงตนก็จะออกหาปลาตามปกตินอกจากนี้ปู่เย็นยังบอกกันทีมข่าว พีชีทีวีว่า เจ้าของบ้านที่ตนพักอยู่ได้เดินทางมาตามและรับกลับไปพักผ่อนที่บ้านที่ อำเภอท่ายาง แต่ตนได้ปฏิเสธไป เพราะได้ลั่นวาจาเอาไว้แล้วว่าจะกลับขึ้นไปพักบนบกในราวเดือนหกตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาก็ต้องรักษาคำพูด จึงต้องอาศัยอยู่ในเรืออย่างที่เคยพูดไว้

ภาพ:D15_1151_1111056795.jpg
  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชเสาวนีให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เยี่ยมเยียนและสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของปู่เย็น เฒ่าทระนง แห่งลุ่มน้ำเพชรบุรี หลังจากทรงทอดพระเนตรรายการคนค้นคน ภายหลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงทอดพระเนตร รายการคนค้นคนที่ได้นำเสนอเรื่องราวการดำเนินชีวิตของ ปู่เย็น แก้วมะณี เฒ่าทระนง แห่งแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งออกอากาศทาง ช่อง 9 อสมท.เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา และทำให้พระองค์ทรงห่วงใย จึงมีพระราชเสาวนีให้ นายประสงค์ พิทูรกิจจา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เดินทางไปเยี่ยมเยียนโดยให้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่และความต้องการต่างๆของ ปู่เย็น พร้อมกับนำสิ่งของพระราชทานให้แก่ปู่เย็น

        จากนั้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 มีนาคม 2548 ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายประสงค์ พิทูรกิจจา และคุณหญิงสงวนศรี พิทูรกิจจา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง เดินทางไปเยี่ยม ปู่เย็น แก้วมะณี ณ บริเวณท่าน้ำศาลากลางบ้านคามวาสี อ.เมืองเพชรบุรี โดยนายประสงค์ พิทูรกิจา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้กล่าวว่า จะจัดหาเรือลำใหม่ที่มีหลังคาป้องกันแดดและฝนได้ เบื้องต้นผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้ นายเกียรติศักดิ์ หรือกบ กล่อมสกุล คนสนิทของปู่เย็น ไปจัดหาเรือที่มีความเหมาะสมดังกล่าวเพื่อมอบให้กับปู่เย็น

        สำหรับประวัติ ปู่เย็น เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรีมาโดยกำเนิด มีอาชีพรับจ้างเลี้ยงวัว อาศัยอยู่บ้านเลขที่ตามทะเบียนราษฎร์ 274/4 ถ.มาตยาวงศ์ ต. ท่าราบ อ. เมืองเพชรบุรี อายุ ๘๖ ปี แต่เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า เกิดปีฉลู ขณะนี้อายุ 106 ปีแล้ว มีบิดาชื่อนายสุข แก้วมะณี มารดาชื่อนางชม แก้วมะณี ภรรยาชื่อนางเอิบ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536 ปี หลังจากภรรยาเสียชีวิตปู่เย็นจึงใช้ชีวิตอยู่ในเรือมาโดยตลอดนับว่ากว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองด้วยการหาปลาแบบการขึงตาข่ายบริเวณแม่น้ำเพชรบุรี ปัจจุบันขายปลาได้วันละ 30-70บาท

        สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของปู่เย็น จะอยู่แบบเรียบง่าย ใช้เรือเป็นที่อาศัยหลับนอน ปู่เย็นจะขึ้นฝั่งไปพักอยู่กับหลานที่อำเภอท่ายางก็ต่อเมื่อช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น จากการสังเกตระหว่างการพูดคุยของปู่เย็นพบว่าปู่เย็น มีแนวทางการดำเนินชีวิตวางไว้อย่างมีกฎเกณฑ์ โดยพึ่งพาธรรมชาติ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย นิสัยส่วนตัวเป็นคนขี้เกรงใจ ยึดถือคำพูดเป็นหลัก

        ชีวิตปู่เย็น เฒ่าทระนง กับแม่น้ำเพชรบุรี กำลังจะได้รับการพัฒนา เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มที่จะให้ความสนใจและให้ความสำคัญต่อแม่น้ำเพชรแล้ว ปู่เย็น เฒ่าทระนงแห่งแม่น้ำเพชรบุรี ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือใต้ถุนสะพานลำไยตามปกติ ซึ่งภายหลังจากรายการคนค้นคน ได้เผยแพร่เรื่องราวของปู่เย็นตามที่ทีมข่าวพีซีทีวีได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ขณะนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของปู่เย็นเริ่มจะดีขึ้น ทุกวันนี้ปู่เย็นไม่ต้องหุงข้าวกิน ไม่ต้องลงเรือหาปลา เนื่องจากมีประชาชนทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย บ้างก็ซื้ออาหาร ขนม ผลไม้ และผ้าห่ม มาให้ปู่เย็น บางวันปู่เย็นไม่มีเวลาแม้แต่พักผ่อนเพราะต้องรับแขก ทำให้เสียงแหบร่างกายมีอาการอ่อนล้า ส่วนขนมหรือผลไม้นั้น ปู่เย็นก็จะแบ่งปันให้กับเด็กๆ ที่มาลงเล่นน้ำและเที่ยวเล่นอยู่บริเวณใกล้เคียง กินกัน

ภาพ:D15_1151_1109934584.jpg

 

        ซึ่งปู่เย็น ได้เล่าให้ว่า ทุกๆวันจะมีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมตนไม่ขาดสาย ทำให้ตนต้องพูดมากจนทำให้มีอาการเจ็บคอและเสียงแหบ และเมื่อวันที่๑๔ มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมกันเป็นจำนวนมาก พร้อมบอกกับปู่ว่าจะเอาปู่ไปอยู่ด้วย และพร้อมจะปลูกบ้านให้อยู่ แต่ปู่เย็นได้ปฏิเสธและพูดติดตลกว่า ตนอยู่บ้านไม่ได้มันร้อนใจอยากจะออกไปไหนต่อไหน ถ้าจะปลูกบ้านให้เดี่ยวตนก็ขาย แล้วจะว่าไม่ดี ไม่เอาดีกว่ามันลำบากใจขออยู่ในเรือแบบเดิมจะดีกว่า ไม่ต้องไปรบกวนใครและไม่ให้ใครต้องมาเดือดร้อนด้วย

        อย่างไรก็ตามแม้ว่าปู่เย็นจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่สังขารของร่างกายปู่เย็นก็ยังคงเป็นผู้สูงอายุทั่วไปที่ต้องการพักผ่อนมากกว่าปกติ สำหรับเรื่องราวของ ปู่เย็น เฒ่าทระนงแห่งแม่น้ำเพชรบุรีนั้นขณะนี้ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนจากทั่วสารทิศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วจะเห็นว่าการดำเนินชีวิตของปู่เย็นนั้นจะเป็นคนที่สมถะโดยอาศัยกินและหรับนอนอยู่ในเรือเหล็กบริเวณใต้สะพานลำไย อีกทั้งปู่เย็นแกเป็นคนที่รู้ถึงการดำรงชีพจึงถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดที่ทำให้ทุกคนที่ได้ฟัง สามารถนำกลับไปคิดและปฏิบัติตามในการอยู่ร่วมกับสังคมส่วนรวมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถเป็นบุคคลตัวอย่างให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

        หลังจากที่รายการคนค้นคน ได้นำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของปู่เย็นออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ทีวี และภายหลังที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตร ทำให้พระองค์ทรงห่วงใย จึงมีพระราชเสาวนี ให้นายประสงค์ พิทูรกิจจา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เดินทางไปเยี่ยมเยียนโดยให้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่และความต้องการต่างๆ ของปู่เย็น และทรงมีกระแสรับสั่งให้วิทยาลัยเทคโนโลยี่และอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา จัดสร้างเรือลำใหม่ที่มีหลังคาเพื่อกันแดดกันฝนและติดตั้งมุ้งลวดกันยุงมอบให้กับปู่เย็น และเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2548 ที่ผ่านมา ปู่เย็นได้เข้ารับพระราชทานเรือต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมในพิธีหลายร้อยคน ซึ่งปู่เย็นกล่าวเพียงสั้นๆว่า ดีใจ ตื้นตันใจและเกรงใจ จากนั้นปู่เย็นได้ลงเรือพระราชทานพายทวนน้ำไปเทียบที่ใต้สะพานลำใยตามปกติ

 

  
 
ปู่เย็น

นายเย็น แก้วมณี หรือ ปู่เย็น เฒ่าทรนง แห่งลุ่มน้ำเพชรบุรี อายุ 108 ปี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคหัวใจวาย หลังนอนหมดสติไม่รู้สึกตัวบนเรื่อพระราชทาน เมื่อเช้าวันที่ 12 ต.ค. ท่ามกลางการยื้อของแพทย์และพยาบาลด้วยสุดความสามารถ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น.ที่ผ่านมา นายเย็น แก้วมณี หรือ ปู่เย็น เฒ่าทรนง แห่งลุ่มน้ำเพชรบุรี อายุ 108 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บนเรือพระราชทาน จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้นอนหมดสติ ไม่รู้สึกตัว เนื่องจากเกิดอาการช็อค และหัวใจหยุดเต้นอยู่บนเรือ โดยพยาบาลผู้ดูแล ได้เข้าไปปลุก แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากปู่เย็นที่นอนแน่นิ่งอยู่ พยาบาลคนดังกล่าวจึงรีบนำร่างของปู่เย็นนำขึ้นรถพยาบาลพาส่งโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี ซึ่งคณะทีมแพทย์ได้พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตปู่เย็นเป็นเวลาประมาณ ชั่วโมงเศษ แต่สุดท้าย คณะแพทย์ ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของปู่เย็นเอาไว้ได้ และลงความเห็นว่า ปู่เย็นมีอาการหัวใจวายเนื่องจากอายุมากแล้ว ประกอบกับปู่เย็นมีโรคประจำตัว อาทิ เบาหวาน ปอดอักเสบ อยู่ก่อนหน้านี้

ด้านนายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ว่า ปู่เย็นได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคหัวใจวาย หลังหมดสติและหัวใจหยุดเต้น โดยการดำเนินการต่อจากนี้ ผู้ว่าฯ เพชรบุรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อนานแล้ว ได้เคยคุยกับนางน้อย บุตรส่าวบุญธรรมของปู่เย็น และบุตรเขย ก็ได้ความว่า ปู่เย็นเคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าเสียชีวิตก็ขอให้ลูกหลานนำไปประกอบพิธีฝัง ตามศาสนาอิlลาม ที่ต.ท่าแร้ง พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้ ไม่มีเค้าลางถึงสิ่งที่บ่งยบอกเหตุของการจากไปของปู่เย็นเลยแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. เรือพระราชทานฯ ของปู่เย็น ได้เกิดจมเนื่องจากพายุฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ที่เชิงบริเวณสะพานลำไย ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ในแม่น้ำเพชรบุรี จนทำให้ปู่เย็นหนีออกจากเรือมาไม่ทัน และต้องลอยคออยู่ในแม่น้ำนานกว่า 15 นาที กระทั่งมีผู้พบเห็นและช่วยเหลือส่งโรงพยาบาล โดยชาวบ้านก็ได้ช่วยกันนำร่างปู่เย็นที่หนาวสั่น ขึ้นมาจากน้ำและส่งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี โดยตอนแรกปู่เย็นไม่ยอมไป กลับทรุดลงนั่งที่บริเวณบันไดพักขั้นสุดท้ายของสะพานใกล้เคียงจุดที่เรือล่มเนื่องจากห่วงใยทรัพย์สินและเป็นห่วงเรือพระราชทาน จากนั้นชาวบ้านได้ช่วยกันกู้เรือมาไว้ที่ริมตลิ่ง โดยปู่เย็นนั่งดูการกู้เรือด้วยอาการเศร้าสร้อยและมีคราบน้ำตาที่แก้มทั้งสองข้าง ก่อนที่บุรุษพยาบาลจะอุ้มปู่เย็นขึ้นรถพยาบาลนำตัวส่งตรวจอาการ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำเรือของปู่เย็นไปซ่อมที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา และเพิ่งได้รับมอบเรือลำใหม่ไปเมื่อวันที 1 ต.ค. ที่ผ่านมานี้นั่นเอง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำปู่เย็นนั่งรถเข็นจากบ้านญาติ เดินทางไปที่เรือพระราชทาน โดยทันทีที่เห็นเรือปู่เย็นได้เอามือลูบเรือพร้อมหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจ ก่อนจะอุทานออกมาว่า “โอ้…ดีโว้ย …ลำนี้ใหญ่กว่าลำเก่าโว้ย..สวยไปเลยโว้ย” พร้อมกับกล่าวว่า ไม่อยากนำเรือลำนี้ออกมาใช้ อยากจะเอาเก็บไว้เพราะเสียดาย ดีใจเป็นอย่างมาก รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นห่วงเป็นใยในชีวิต มีรับสั่งซ่อมแซมเรือให้ในครั้งนี้ จะดูแลรักษาเรือลำนี้เป็นอย่างดี ไม่ให้เรือจมน้ำอีก ซึ่งทันทีที่ปู่เย็นลงไปนั่งในเรือ ปรากฏว่าปู่เย็นดีใจจนยิ้มแก้มปริ พร้อมนำพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มากอดแนบอก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำเรือพาปู่เย็นล่องไปตามลำน้ำไปยังที่จอดเรือของปู่เย็นบริเวณใต้เชิงสะพานลำไย ท่ามกลางชาวบ้านนับพันคนที่มายืนปรบมือให้กับผู้เฒ่าทรนง

สิ้นแล้ว ปู่เย็น หลังช็อคหมดสติหัวใจหยุดเต้น ปิดฉากชีวิตแห่งเฒ่าทรนงแห่งลุ่มน้ำเพชรบุรีด้วยวัย108ปี  
 
  สำหรับบรรยากาศพิธีทางศาสนาในงานศพของปู่เย็น ณ มัสยิดยามิอุ้ลอิสลาม หรือมัสยิดกลาง จังหวัดเพชรบุรี นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายประสงค์ พิทูรกิจจา เลขาธิการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้เข้าร่วมพิธีเคารพศพและอาบน้ำศพให้กับปู่เย็น ท่ามกลางประชาชนกว่า 1 พันคนที่มาร่วมงาน

          ซึ่งหลังจากการประกอบพิธีละหมาดดุอาร์ให้กับปู่เย็นแล้ว ก็จะเคลื่อนศพปู่เย็นไปฝังยังกุโบร์ที่สุสานกลาง จังหวัดเพชรบุรี และในเวลา 14.00 น. วันนี้ (13 ตุลาคม) นายสยุมพรจะเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการจัดสถานที่จะนำเรือพระราชทานของปู่เย็น เพื่อไปจัดตั้งเป็นหอเกียรติยศเกียรติประวัติให้กับปู่เย็นต่อไป

 
ปู่เย็น
ปู่เย็น
 

Tags: ,