RSS

พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)

17 Mar
พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)
 พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) (จนฺทสโร หมายถึง ผู้นำแสงสว่างมาสู่โลก ประดุจพระจันทร์ส่องสว่างยามราตรี) เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามตามสัญญาบัตรประกอบพัดยศสมณศักดิ์ว่า พระมงคลเทพมุนี ศรีรัตนปฏิบัติ สมาธิวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาส หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ เดิมชื่อ สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2427 ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๒๔๖ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่น้องร่วมมารดาบิดา 5 คน ท่านนับเป็นองค์ปฐมบรมครูแห่งวิชชาธรรมกายในยุคปัจจุบัน
ชีวิตในช่วงต้น                เริ่มเรียนหนังสือกับพระภิกษุผู้เป็นน้าชาย ณ วัดสองพี่น้อง แล้วมาอยู่ ณ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ในความปกครองของพระอาจารย์ทรัพย์ ปรากฏว่าเป็นผู้สามารถเรียน-อ่านภาษาขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้กลับไปช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าขาย ด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อสร้างฐานะให้มั่นคง

                เมื่อท่านอายุได้ 14 ปีโยมบิดาได้ถึงแก่กรรมลงท่านจึงรับภาระดูแลการค้าแทน ท่านฉลาดในการปกครอง ลูกเรือต่างก็รักนับถือท่านและเนื่องจากท่านเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน อาชีพการค้าจึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง วันหนึ่งเมื่อท่านนำเรือเปล่ากลับบ้านพร้อมเงินรายได้จากการขายข้าวผ่านลัดคลองเล็กซึ่งชาวบ้านเรียกว่า คลองบางอีแท่น มีโจรผู้ร้ายชุกชุมท่านนึกถึงความตายขึ้นมา และได้อธิษฐานจิตในขณะนั้นว่า ขออย่าให้ข้าพเจ้าตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวชเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ ก็คงทำอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายไปหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า ท่านบอกว่าเริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว จิตคิดเป็นห่วงมารดาเกิดขึ้น จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์ เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิต

อุปสมบทเดือนกรกฎาคม 2449 ขณะมีอายุย่างเข้า 22 ปี ท่านได้อุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฉายาว่า สด จนฺทสโร พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินทสุวณโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ คู่สวดทั้งสองรูปอยู่วัดเดียวกัน คือวัดสองพี่น้อง ในการเรียนด้านคันถธุระในพรรรษาแรก ท่านสงสัยอยากรู้คำแปลคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งไม่มีใครทราบ ท่านจึงเกิดความดำริที่จะไปเรียนคันถุระต่อที่กรุงเทพ เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนากับองค์อนุสาวนาจารย์นับแต่วันบวช เมื่อบวชแล้วพอรุ่งขึ้นอีกวัน หลวงพ่อก็เริ่มลงมือปฏิบัติพระกรรมฐานต่อกับพระอาจารย์เนียม วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จำพรรษาอยู่วัดสองพี่น้อง 1 พรรษาเมื่อออกพรรษาที่วัดสองพี่น้องแล้ว ท่านจึงเดินทางมาจำพรรษา ณIวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อศึกษาด้านคันถธุระต่อ ในสมัยนั้นนิยมใช้หนังสือขอมที่จารลงในใบลาน ขณะที่ท่านเรียนทางด้านคันถธุระอยู่นั้น ก็ได้ปฏิบัติวิปัสสนาธุระควบคู่ไปด้วย โดยการศึกษากับพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสำนักต่าง ๆ ท่านได้ไปศึกษากับ ท่านเจ้าคุณสังวรานุวงศ์เถร (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) ท่านพระครูฌาณวิรัติ วัดพระเชตุพน และสำนักของพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ จนได้ผลการปฏิบัติเป็นที่พอใจของพระอาจารย์ เมื่อได้ศึกษาภาวนาวีธีจนมีความรู้ความเข้าใจ ทั้งจากพระอาจารย์ทั้งจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ มีวิสุทธิมรรค เป็นต้น ได้แสวงหาที่หลีกเร้น มีความวิเวก เป็นสัปปายะต่อการปฏิบัติธรรมดังนั้นในพรรษาที่ 11 จึงได้กราบลา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เข้ม ) อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนฯ เพื่อไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนบุรี
เข้าถึงธรรมกายในพรรษาที่ 11 ท่านได้ไปจำพรรษา ณ วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ท่านได้มีความคิดที่จะกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ตั้งแต่เช้าตรู่ “เราบวชมาจวนจะครบ 12 พรรษาแล้ว วิชชาของพระพุทธเจ้าเรายังไม่ได้บรรลุเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดเลยสักวันทั้งคันถธุระและวิปัสนาธุระ อย่าเลย ควรจะรีบกระทำความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนาเสียที” เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้วท่านก็รีบจัดการภารกิจต่างๆให้เรียบร้อยเพื่อจะได้ไม่มีเรื่องกังวลใจ เสร็จแล้วก็ได้เข้าเจริญภาวนาในอุโบสถ โดยตั้งใจว่าหากไม่ได้ยินเสียงกลองเพลจะไม่ยอมลุกจากที่ เมื่อตั้งใจแล้วก็หลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” เรื่อยไปจนกระทั่งความปวดเมื่อยและอาการกระสับกระส่ายเริ่มติดตามมา จิตก็ซัดส่ายกระวนกระวายจนเกือบจะหมดความอดทน แต่ได้ตั้งสัจจะไว้แล้วจึงทนนั่งต่อไป เมื่อไม่สนใจความปวดเมื่อยของสังขาร ในที่สุดใจก็ค่อยๆ สงบลงทีละน้อยแล้วรวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ใจชุ่มชื่นเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก

เย็นวันนั้นหลังจากได้ฟังพระปาฏิโมกข์กับเพื่อนสหธรรมิกแล้ว ท่านได้รีบทำภารกิจส่วนตัวสรงน้ำให้ร่างกายสดชื่นดีแล้ว จึงเข้าไปในอุโบสถแต่เพียงรูปเดียว เมื่อกราบพระประธานแล้วก็ได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า “ขอให้พระองค์ทรงพระเมตตาโปรดประทานธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดก็ยินดี ถ้าหากการบรรลุธรรมของข้าพระองค์ฯจักเกิดโทษแก่พระศาสนาก็ขออย่าได้ทรงประทานเลย แต่ถ้าจะเป็นคุณแก่พระศาสนาแล้ว ขอได้โปรดประทานแก่ข้าพระองค์ฯด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรับเป็นทนายพระศาสนาต่อไปจนตลอดชีวิต”

เมื่อได้ตั้งสัตยาธิษฐานแล้วท่านก็เริ่มนั่งหลับตา ขณะนั้นมีมดอยู่ในช่องแผ่นหินที่ท่านนั่ง กำลังไต่ขึ้นมารบกวนท่าน จึงหยิบขวดน้ำมันก๊าดขึ้นมา เพื่อจะทากันมด แต่แล้วก็คิดได้ว่า ชีวิตของเรา เราได้สละแล้วเพื่อการบำเพ็ญเพียร แต่เหตุไฉนจึงยังกลัวมดอยู่อีก จึงวางขวดน้ำมันก๊าดลง เจริญกัมมัฏฐานต่อไป จนถึงยามดึกจึงได้เริ่มเห็นดวงปฐมมรรคหรือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เมื่อได้รู้เห็นธรรมะแล้วท่านจึงได้เข้าใจว่า “พระธรรมนี้เป็นของลึกซึ้งยิ่งนัก ยากที่มนุษย์จะเข้าถึง การจะเข้าให้ถึงได้ต้องรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด ต้องหยุดเป็นจุดเดียวกัน เมื่อหยุดแล้วจึงดับ เมื่อดับแล้วจึงเกิด ถ้าไม่ดับก็ไม่เกิดนี่เป็นของจริง ของจริงต้องอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนนี้เป็นไม่เห็นเด็ดขาด” เมื่อมองเรื่อยไปก็เห็นดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมาแทนที่ดวงเก่า แต่ใสสว่างมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็เห็นกายต่างๆ ตามลำดับจนกระทั่งถึง ธรรมกาย

ได้เริ่มเห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า ( ธรรมกายโคตรภู ) ในระหว่าง มัชฌิมยามกับปัจฉิมยามติดต่อกัน ท่านได้รำพึงว่า ธรรมเป็นของลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ใครจะไปคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัย ของความตรึก นำ คิด ถ้ายังตรึก นึก คิด อยู่ก็ไม่ถึง ที่จะเข้าให้ถึงต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิด นั้นหยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วก็ไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลายนี่เป็นของจริง หัวต่อมีเป็นอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด รำพึงอย่างนี้สักครู่ใหญ่ เกรงว่า ความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสียจึงเข้าที่ ดำรงสมาธิมั่น ต่อไปตลอดปัจฉิมยาม ในขณะดำรงสมาธิมั่น อยู่อย่างนั้น เห็นวัดบางปลา ปรากฏขึ้นในนิมิต จึงเกิดญาณทัสสนะขึ้นอยู่ว่า ธรรมที่รู้ว่าได้ยากนั้น ในวัดบางปลานี้ จะต้องมีผู้รู้เห็น ได้อย่าง แน่นอน ออกพรรษาแล้วได้ไปสอนที่วัดบางปลา 4 เดือน มีพระทำเป็น ได้พระธรรมกาย 3 รูป คือ พระสังวาลย์ พระแบน และพระอ่วม กับคฤหัสถ์ 4 คน นับแต่นั้นมาหลวงพ่อ ก็เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ที่คนเคารพ รู้จักและยกย่องบูชากันทั่วไป คำว่า

ธรรมกาย นี้ มีพระบาลี รับรองว่า ตถาคตสส วาเสฏฐ เอตํ ธมมกาโยติ วจนํ ดูกรวาเสฏฐะ ธรรมกายนี้เป็นชื่อของพระตถาคต และมีพระบาลีปรากฏในอัคคัญญสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎกรับรองว่า ตถาคตสส เหตํ วาเสฏฐา อธิวจนํ ธมมกาโย อิติปิ ดูกรวาเสฏฐะ และภารทวาชะ เพราะคำว่าธรรมกายนี้เป็นชื่อของ ตถาคต

ได้รับสมณศักดิ์

  1. ในปี พ.ศ. 2464 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสมณธรรมสมาทาน
  2. ในปี พ.ศ. 2492 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่ พระภาวนาโกศลเถร ถือพัดยอดพื้นขาวอันเป็นตำแหน่งวิปัสสนาธุระ
  3. ในปี พ.ศ. 2494 ได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ
  4. ในปี พ.ศ. 2498 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระมงคลราชมุนี
  5. ในปี พ.ศ. 2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระมงคลเทพมุนี
คติธรรม

  • เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำไม อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตมันเป็นห่วงเป็นใย

เลิกอยากลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกว่า “นิพพาน” ก็ได้

  • ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก
  • ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี่แหละเป็นตัวสำเร็จ
  • ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย

 

ละสังขารเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ ตึกมงคลจันทสร วัดปากน้ำภาษีเจริญ เมื่อท่านมีอายุย่าง ๗๕ โดยปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา

 

วิชชา ธรรมกาย เป็นวิชชาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้สูญหายไปหลังจากที่พระองค์ทรงปรินิพพานไปได้ 500 ปี โดยประมาณ และได้รับการค้นพบอีกครั้ง โดยการเอาชีวิตเข้าแลกของ พระมงคลเทพมุนี ( หลวงพ่อสด หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) หรือที่เรารู้จักกันในนาม ” หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ “ นั่นเองการเรียนการสอนในสมัยที่ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่นั้น เป็นการสอนแบบปากต่อปาก โดยในวิชชาเบื้องต้น หลวงพ่อสด จะสอนเอง หรือให้ลูกศิษย์ของท่านเป็นผู้สอน ได้แก่ แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น เป็นต้น แต่ในวิชชาชั้นสูงนั้น หลวงพ่อได้สอนกันหมู่ศิษย์ที่เป็น ธรรมกาย ชั้นสูงเท่านั้น โดยรวมกันทำวิชากันในกุฏิของหลวงพ่อ (สมัยนั้นเรียกว่า “ โรงงานทำวิชา ”) คนที่จะไปรู้เห็นเรื่องราวเหล่านี้ได้ ต้องเป็น วิชชา ธรรมกาย ชั้นสูง แล้วเท่านั้น เนื่องจากความละเอียด ซับซ้อน ของวิชชานั่นเอง ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนจะเข้าใจได้ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะศึกษา วิชชา ธรรมกาย นั้น ขอท่านได้โปรดทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

1. ขอท่านโปรดวางความรู้ดั้งเดิมที่ท่านเคยเคยได้รับรู้มาเสียก่อน (เท่าที่ท่านจะสามารถทำได้) เป็นการชั่วคราว ซึ่งความรู้ดั้งเดิมนั้น ทำให้เกิดข้อจำกัดขึ้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ท่านตั้งขึ้นมาในใจเอง โดยหาที่มาที่ไปไม่ได้

โดยความเข้าใจผิดต่างๆ นั้น ได้แก่

การเรียนวิชา ธรรมกาย ชั้นสูงจะต้องรอให้เห็นวิชชาเสียก่อน ถึงจะสามารถอ่านตำราวิชชา ธรรมกาย ได้

ท่านได้ตั้งข้อจำกัดให้กับตัวท่านเองแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว ขอท่านลองคิดต่อไปว่า ตำราทำไว้ให้ท่านอ่าน ให้ท่านศึกษา ถ้าท่านไม่อ่าน ไม่ค้นคว้า ตำราที่เขียนไว้ก็ไม่มีประโยชน์ และความรู้ก็มีแต่จะกร่อนและสูญไปเรื่อย ๆ นั่นประการหนึ่ง และถ้าหากท่านไปเห็นวิชชาในตอนที่อายุมากแล้ว การศึกษาเรียนรู้ของท่านจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเทียบเท่ากับเมื่อท่าน อายุยังน้อยได้หรือ? ขอท่านโปรดตรองเหตุผลนี้ดู

และถ้าหากท่านไม่เห็นเลย ชาตินี้ท่านก็ไม่ได้อะไรไปเท่าไร ชาติหน้ามันแน่อยู่หรือ? ท่านแน่ใจหรือว่า ท่านจะพบกับวิชชาได้เหมือนกับชาตินี้?

ถ้าอ่านตำราแล้ว การรู้เห็นก็จะเป็นไปตามตำรา ในประเด็นนี้ขอท่านทำความเข้าใจคร่าว ๆ ก่อนว่า วิชชา ธรรมกาย ได้รับการค้นพบและพัฒนาทางวิชชามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยประสบการณ์ของ หลวงพ่อวัดปากน้ำ และคณะศิษย์ที่ได้ทำวิชชามาแล้วในครั้งอดีต อย่างน้อย ๆ เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี หลังจากนั้นจึงได้นำเอาประสบการณ์ทางวิชชาที่ได้ประสบมาหลายปีนั้นมาเขียนเป ็นตำราวิชชา ธรรมกาย ขึ้นมา ถ้าท่านไม่อ่านตำรา ท่านก็จะต้องคิดค้นวิชชาเอาเอง ท่านต้องลองผิดลองถูกเอาเอง ท่านต้องใช้ระยะเวลากี่ปี กว่าที่ท่านจะสามารถค้นคว้าความรู้ได้เท่ากับที่ หลวงพ่อสด และคณะศิษย์ค้นคว้า ซึ่งเป็นการเสียเวลาในการศึกษาไป

ดังนั้น ขอท่านโปรดอ่านตำรา และศึกษาตามตำราให้กระจ่างชัดเถิด หลังจากนั้น หากความรู้ของท่านพ้นเกินจากตำราของหลวงพ่อแล้ว จะเป็นบทบาทของท่านที่จะต้องคิดวิชชาใหม่ ๆ ต่อไป เป็นการต่อยอดความรู้ต่อไป และไม่ทำให้วิชชาสูญหายไปอีกด้วย

2. ขอให้ท่านศึกษาทุกวิชชาจากทุกตำราให้จบเสียก่อน โดยวิธีการอ่านให้จบทุกเล่ม ไม่ว่าท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม ยังไม่ต้องตัดสินอะไรทั้งนั้น ขอเพียงแค่อ่านให้จบเท่านั้นเอง แล้วท่านจะพบความลึกซึ้งและความเป็นเหตุเป็นผลของวิชชา ที่เชื่อมโยงกันได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งเชื่อว่า ในตำราเหล่านี้ จะต้องสามารถตอบข้อสงสัยของท่านได้อย่างแน่นอน

3. ท่านสามารถศึกษาโดยการอ่านได้จาก ตำราฉบับดั้งเดิม หรือหากท่านไม่เข้าใจในสำนวนภาษาแบบโบราณ (ในสมัยของ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ) ก็ขอให้ท่านอ่านบทขยายความและแนวเดินวิชชา ซึ่งจัดทำโดย นาย การุณย์ บุญมานุช อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ได้

4. ขอท่านโปรดศึกษาค้นคว้าในวิชาในหลักสูตรเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อปูพื้นฐานความรู้ของท่าน จากนั้นค่อยยกระดับสู่วิชชา ธรรมกาย ในระดับที่สูงกว่าต่อไป หรือถ้าท่านจะศึกษาจากวิชชาธรรมกาย ชั้นสูงก่อนก็ย่อมได้ แต่ขอท่านอย่าเพิ่งด่วนตัดสินผิดถูก ขอให้อ่านให้ทั่วเสียก่อน ให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดเสียก่อน ให้เข้าใจอย่างแท้จริงเสียก่อน หลังจากนั้น หากท่านจะวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยเหตุผลประการใด ก็ย่อมทำได้ แต่ในเบื้องต้นนี้ ขอเพียงท่านน่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วนเสียก่อน

การเรียนวิชชา ธรรมกาย มีข้อพึงระวังดังต่อไปนี้

วิชชาต้องถูกต้องตามตำรา!! ในเบื้องต้นถ้าท่านยังไม่เข้าใจในประเด็นไหนก็ตาม ขอท่านโปรดสอบความรู้จากจากครูบาอาจารย์เสียก่อน อย่าเพิ่งด่วนสรุปความเห็น เพราะอาจจะทำให้วิชชาผิดเพี้ยนไปได้ ซึ่งถ้าวิชชาผิดเพี้ยนแล้ว จะไม่เป็นผลดีต่อการศึกษาวิชชาของท่านอย่างแน่นอน

การอ่านสิบเที่ยว ไม่เท่าเรียนกับครูบาอาจารย์เพียงครั้งเดียว!! ถ้าท่านมีโอกาสขอท่านได้โปรดติดต่อได้ที่ ผู้ประสานงานได้แก่ คุณ เจษฏา สุนันท์ชัย เบอร์โทร 083-911-3999 หรือ ติดต่อมาได้ที่ ธรรศ ธนบรมัตถ์ เบอร์โทร 089-488-1788

รู้ญาณทัสสนะ!! เมื่อท่านฝึกปฏิบัติจริงแล้ว บางท่านอาจจะเกิดญาณทัสสนะขึ้นมา ขอท่านได้โปรดตรวจสอบก่อน โดยรู้ญาณที่เห็นนั้นต้องเป็นไปตามตำราก่อนในเบื้องต้น แต่ถ้าท่านพบเห็นอะไรที่นอกเหนือจากตำรา ขอท่านโปรดวางใจเป็นกลางไว้ก่อน อย่าด่วนเชื่อ รู้ญาณ นั้น แม้ว่าสิ่งที่ท่านได้รู้ได้เห็นนั้นจะชัดเจนเพียงใดก็ตาม ท่านลองคิดดูว่า ในทางโลก เราใช้ตาเนื้อของเราเห็น เรายังมีโอกาสถูกพวกต้มตุ๋น 18 มงกุฎ มาหลอก มาล่อลวงเราได้ แล้วการรู้เห็นในขณะที่ท่านหลับตาเล่า? ถ้าท่านเชื่อโดยไม่ผ่านการตรวจสอบก่อน ถือว่าท่านประมาทแล้ว ดังนั้น เมื่อท่านรู้เห็นอะไรก็ตามจากญาณทัสสนะของท่าน ท่านจะต้องตรวจสอบเสียก่อนเสมอไปว่า สิ่งที่ท่านเห็นในญาณทัสสนะนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยทางวิชชาหรือสอบถามไปยังครูบาอาจารย์ต่อไป

ความทันสมัยของวิชชา!! นวัตกรรม เทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่าง ๆ ในทางโลกต่างก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิชชา ธรรมกาย ก็เช่นเดียวกัน มีการพัฒนาทางวิชชาอยู่เรื่อยมา บางวิชชาที่ท่านศึกษาอยู่นั้น อาจจะเก่าไปแล้วสำหรับในยุคนี้ แต่ก็ขอให้ท่านศึกษาเพื่อรู้ไว้ก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานและเป็นการเรียนประวัติศาสตร์การค้นคว้าวิชชาในอดีต ส่วนในการเดินวิชาภาคปฏิบัติจริงนั้น ขอท่านติดตามการเปลี่ยนแปลงทางวิชชาได้ที่ Website แห่งนี้ หรือผู้ประสานงานข้างต้น

ขอทุกท่านประสบความสำเร็จในการศึกษา ค้นคว้าวิชชา ธรรมกาย ทุกท่าน คณะผู้จัดทำขอเอาใจช่วยทุกท่าน และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือ การปฏิบัติ และการสอนผู้อื่น ดังนั้น ขอให้ท่านช่วยกันเผยแพร่วิชชา ธรรมกาย ที่ถูกต้องออกไปให้กว้างไกลทั่วโลก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม และเมื่อท่านเผยแพร่แล้ว ขอท่านโปรดถือคติของ คุณลุง การุณย์ บุญมานุช ที่ว่า “ศิษย์ต้องเก่งกว่าอาจารย์เสมอไป ถ้าศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ โลกก็เจริญ ธรรมก็เจริญ ถ้าศิษย์เก่งน้อยกว่าอาจารย์โลกก็ไม่เจริญ และธรรมก็เจริญไม่ได้” เพื่อให้คนรุ่นหลังต่อจากท่านได้ศึกษาเรียนรู้ต่อยอดพัฒนาวิชชาต่อไป
  >> ตำราวิชชาธรรมกายแบบดั้งเดิม
>> หลักสูตรปกิณกะ
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตรเบื้องต้น
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตรระดับกลาง
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตรชั้นสูง
>> วิชชา ธรรมกาย หลักสูตร ปราบมาร (วิชาสะสางธาตุธรรม)
>> คู่มือการสอนวิชชาธรรมกาย

ความรู้ลึกลับเรื่อง พระมหากัสสปะ หลวงพ่อสด และพระศรีอาร์ย

“หลับอยุ่” เขียนว่า: พระพุทธเจ้า พระกัสสปะ หลวงพ่อสด ท่านเหนือภพ3ไปแล้วคุณพลศักดิ์

ผมอธิบายไปแล้ว ใน 3 รายนี้มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เหนือภพ 3 คือ เข้านิพพานไปแล้ว เพราะเสร็จกิจแล้ว แต่หลวงพ่อสด และพระกัสสปะ ยังไม่เสร็จกิจ จึงยังไม่เข้านิพพาน เรื่องหลวงพ่อสด ผมนำตอนที่ท่านตอบหลวงพ่อฤาษีลิงดำเรื่องท่านเข้านิพพานหรือยัง มาให้อ่านแล้ว เมื่อคุณ”หลับอยุ่”ยังไม่ได้อ่าน ก็ลองอ่านอีกทีก็แล้วกัน

หลวงพ่อสดบอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนที่พบกันที่ พระจุฬามณีเจดียสถานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ว่า:

“แกเสือกบอกเขาแล้วว่า ข้าไปอยู่นิพพาน แกมาถามข้าทำไม”
หลวงพ่อฤาษีลิงดำก็ถามท่านอีกว่า
“หลวงพ่อไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไปผมก็โกหกเขานะ”
หลวงพ่อสดตอบว่า
“ไม่โกหกหรอก ข้าไปนิพพานแน่” แต่ท่านไปบอกว่าจะไปเมื่อไร แต่สานุศิษย์สำนักธรรมกายและวัดปากน้ำต่างยืนยันว่า ท่านยังไม่ไปนิพพาน เดินวิชาปราบมารต้านอำนาจมารที่คอยก่อกวนโลกอยู่

ส่วนเรื่องพระกัสสปะยังไม่เข้านิพพาน เพราะยังไม่เสร็จกิจ เมื่อคุณไม่เชื่อผมก็ลองอ่านเรื่องนี้ดู หลวงปู่บุดดา สนทนาธรรม กับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

หลวงปู่สิม กัสสปโบราณโน่น

หลวงปู่บุดดา กัสสปโบราณหรือ ?

หลวงปู่สิม มีเทปนี้มา คือว่าเปิ้นขึ้นไปเทศน์ให้ฟังนั้น ไปในนามคนทรง สองครั้งแล้วท่านขึ้นไปเทศน์ให้ฟัง ในถ้าผาปล่องน่ะ เปิ้นมีเมตตาอย่างใดบ่ฮู้ กัสสปน่ะ มารู้ข่าวว่าท่านยังไม่ทันเข้านิพพาน

หลวงปู่บุดดา ยัง

หลวงปู่สิม แน่ะ หลวงปู่ยังฮู้นี่ บ่เข้านิพพานไปอยู่ไหนล่ะ ในเมื่อท่านเข้านิพพานไปแล้ว ท่านเคยมาหาหลวงปู่ บ่

หลวงปู่บุดดา ท่านคอยพระศรีอารย์อยู่ คอยพระศรีอารย์เวลาเทศน์จบแล้ว จะเป็นภาพทำศพอีก ๘ หมื่นปี นั่นแหละ

หลวงปู่สิม นึกว่าได้นิพพานแล้ว ไปนิพพานเลยแม่นแล้ว ฟังข่าวหลวงปู่ ยังไม่ทันไปนิพพาน ยังคอยพระศรีอารย์อยู่

หลวงปู่บุดดา ยังคอยเจ้าภาพศพ มีเวลามาเทศน์ ๘ หมื่นปี เสร็จแล้วจึงจะมาเผาศพ

พึงตระหนักว่า..ข้อความสนธนาสุดท้ายระหว่างหลวงปู่บุดดากับหลวงปู่สิมชี้ว่า ศพของพระมหากัสสปะจะโดนเผาในอีก 80,000-86,000 ปี ที่ยังระบุปีไม่ได้ เพราะคำว่า “(พระศรีอาร์)มีเวลามาเทศน์ ๘ หมื่นปี เสร็จแล้วจึงจะมาเผาศพ” มันตีความลำบาก

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยอธิบายว่า พระศรีอริยะเมตตรัยพุทธเจ้าจะปรินิพพานพร้อมกับพระมหากัสสปะ “เวลาที่พระศรีอาริย์จะนิพพานท่านก็เอาศพพระมหากัสสปะใส่พระหัตถ์ อธิษฐานเตโชธาตุเผา เมื่อเผาแล้วก็อาศัยเหตุนี้เป็นปัจจัยพระองค์จึงนิพพาน” (เผาด้วยไฟกสิณจากเตโชธาตุไปพร้อมกัน)

 

Tags:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: