RSS

โอรสสมเด็จพระนเรศวร

17 Mar

ข้อมูลที่ Pantip.com

ข้าพเจ้าจะนำเสนอต่อไปนี้เป็นบทความทางประวัติศาสตร์ในสมัย พระนเรศวร โดยบทความนี้เป็นบทความการวิเคราะห์ถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับ พระราชโอรสของ พระนเรศวร ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ได้เสนอความคิดที่ว่า “ พระนเรศวร ทรงมีพระราชโอรสอยู่จริง และทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา พร้อมทั้งได้ทำการวิเคราะห์ถึงที่มาและที่ไปของพระราชโอรสพระองค์นี้ และความน่าจะเป็นของพระราชโอรสองค์ดังกล่าว

 ป.ล. บทความชิ้นนี้ยังไม่ถือเป็นที่สรุปในทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากบรรดานักประวัติศาสตร์ต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปตามมุมมองของแต่ละบุคคล โอรสสมเด็จพระนเรศวร : สมภพ จันทรประภา : แถลงงานประวัติศาสตร์และเอกสารโบราณคดี ปีที่ 6 เล่มที่ 3 เดือน กันยายน 2515

โอรสสมเด็จพระนเรศวร

มีคนเป็นอันมากเชื่อกันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่ทรงมีพระราชโอรส แม้สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ก็ทรงพระนิพนธ์ไว้ในพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรก็ว่าไม่มี ผู้เขียนเองก็เคยเชื่อเช่นนั้นมาช้านาน ครั้นต่อมาอ่านหนังสือมากเข้าก็ชักแคลงใจ ตั้งข้อสังเกตและติดตามก็พบว่า ความที่เคยเชื่อนั้นไม่ถูกต้อง จึงเป็นเหตุให้เขียนบทความนี้ขึ้น หนังสือที่ชวนให้คิดให้สังเกตก็มิใช่หนังสือลับลี้อันใด เป็นหนังสือพงศ่วดารฉบับพระราชหัตถเลขา ๑ พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ๑ คำให้การขุนหลวงหาวัด ๑ จดหมายเหตุวันวลิต ๑ กฎมณเฑียรบาล ๑ ซึางล้วนเป็นหนังสือที่ทางราชการรับรองและจัดพิมพ์ทั้งสิ้น
พระนามเจ้านายที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะเป็นพระราชโอรสพระนเรศวรนั้นคือ

๑. พระมหาธรรมราชา หรือ พระฝ่ายหน้า
๒. พระอินทราชา หรือพระเจ้าทรงธรรม
๓. พระศรีศิลป์
๔. พระองค์ทอง

ที่สำคัญจะต้องพิจารณาคือ พระมหาธรรมราชา กับพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระศรีศิลป์ และพระองค์ทองนั้นนับเนื่องอยู่ในพระเจ้าทรงธรรมเพราะปรากฏชัดว่าเป็นพระอนุชา แต่การที่จะพิจารณาพระมหาธรรมราชา กับพระเจ้าทรงธรรมเพียง ๒ พระองค์นั้น ความจะไม่สมบูรณ์ ต้องพิจารณาพระราชประวัติเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ พระราชโอรสในพระเอกาทศรถด้วย เพราะเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ รับรัชทายาทพระเอกาทศรถ ความในพงศาวดารและจดหมาย เหตุไม่ชัดระหว่างเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์และพระเจ้าทรงธรรม * ( 1 ) ดังนั้นจึงจะพิจารณาเรื่องเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ด้วยอีกพระองค์หนึ่ง รวมเป็น ๓ พระองค์

ว่าด้วยพระมหาธรรมราชา โอรสพระนเรศวร

พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกไว้เกี่ยวกับพระมหาธรรมราชา โดยความดังต่อไปนี้

“ ลุศักราช ๙๕๓ ปีเถาะตรีนิศก พระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้เป็นพระยาละแวก ก็ให้พระยากระลาโหมผู้ลูกเขยมากราบทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ว่าพระยาอ่อนอันหนีไปอยู่ด้วยซองพรรค์ในตำบลแสงสโทงนั้น ประมูลซองพรรค์ทั้งปวงได้มากแล้ว ว่าจะยกมารบพระยาละแวก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธ-เจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระมหาธรรมราชา และช้างเครื่อง ๕๐ ช้าง ม้า ๑๐๐ พล ๑๐,๐๐๐ และเจ้าพระยาธรรมาธิบดี เจ้าพระ-ยาสวรรคโลก พระยากำแพงเพ็ชร พระยาสุโขทัย พระยาพันธารา ยกไปโดยทางโพธิสัตว์ และมีพระราชกำหนดไปให้พระยาละแวกยกทัพมาบรรจบด้วยทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และให้ยกไปตีทัพพระยาอ่อนในตำบลแสงสโทงนั้น ครั้นตีทัพพระยาอ่อนแตกฉานแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ก็ยกทัพคืนมาโดยทางพระนครหลวงมาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์”

ศักราชที่ปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา นักประวัติศาสตร์ทั้งหลายได้พิจารณากันแล้วว่าช้าไป ๑๒ ปีเสมอ ศักราชที่แม่นยำนั้นตกลงกันว่าเป็นพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ ดังนั้นศักราชดังกล่าวข้างบนจึงตกลงกันว่าเป็นศักราช ๙๖๕ ปีเถาะ เช่นเดียวกัน พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ฯ บันทึกว่า

“ศักราช ๙๖๕ เถาะศก ทัพพระฝ่ายหน้า*เสด็จไปเอาเมืองขอมได้”
ดังนั้นจากความในพงศาวดารทั้ง ๒ ฉบับ จึงกล่าวได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งเป็นอย่างน้อย ทรงพระนามเป็นทางราชการจารึกในพระสุพรรณบัตรว่า “พระมหาธรรมราชา” และเรียกกันเป็นสามัญว่า “พระฝ่ายหน้า” ที่เรียกว่าพระฝ่ายหน้านั้นก็คือเรียกตามกฎมณเฑียรบาล ตำแหน่งพระมหาธรรมราชาที่เป็นสมเด็จพระชนก-นาถอันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ทรงสถาปนาขึ้นนั้นมีอำนาจสูงถึง “พระบัณฑูร” ปรากฏในพงศาวดารอันเป็นคำสั่งศักดิ์สิทธิรองลงมาจาก “พระโองการ” ตามลักษณะการปกครองของไทยแต่โบราณมีปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งต่างกับของเขมร เพราะเขมรนั้นคำสั่งของพระเจ้าแผ่นดิน เรียกว่า “พระบัณฑูร” ส่วนคำว่า “พระโองการ” เขมรหมายถึงพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน

ดังนั้นจึงไม่เป็นของแปลกอันใดที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ จะเรียก พระมหาธรรมราชา พระราชโอรสสมเด็จพระนเรศวรว่า พระฝ่ายหน้าและพงศาวดารเขมรเรียก “ไผทนา” ซึ่งหาใช่หมายถึง พระเอกาทศรถไม่ เพราะพระเอกาทศรถนั้นสูงพ้นจากตำแหน่งพระฝ่ายหน้าขึ้นไปเป็นพระเจ้าอยู่หัว ใช้พระราชโองการมาแต่แรกสมเด็จพระนเรศวรขึ้นเสวยราชย์ ไม่ได้ใช้พระบัณฑูร หลักฐานมีอยู่ในกฎหมายเก่า และในพงศาวดาร

จุลศักราช ๙๖๕ ที่พระมหาธรรมราชา ราชโอรสเสด็จไปตีเขมรนั้นตรงกับ พ.ศ. ๒๑๔๖ ก่อนสมเด็จพระนเรศวรสวรรคต ๒ ปี สมเด็จพระนเรศวรเมื่อสวรรคตนั้นพระชนม์พรรษาได้ ๕๐ พรรษา พระมหาธรรมราชาควรจะมีพระชนม์ราว ๒๐ – ๓๐ พรรษา แต่ถ้าดูจากชื่อขุนนางที่ตามเสด็จไปรบเขมร และพิจารณาตามจะเห็นว่าพระชนม์คงราว ๒๐ – ๒๕ เพราะสงครามครั้งนั้นเล็กน้อย ใช้ทหารเพียงหมื่นคน แต่ขุนนางแม่ทัพนายกองใช้ขนาดหนักๆถึง ๕ คน มีคนหนึ่งซึ่งควรตั้งข้อสังเกตไว้ คือ พระยากำแพงเพ็ชร เพราะมีเรื่องที่จะต้องกล่าวถึงข้างหน้า

การตรัสสั่งให้สมเด็จพระราชโอรสเป็นแม่ทัพครั้งนี้ ชอบที่จะเป็นการสร้างเสริมพระบารมี ประทานให้โดยการประเดิมศึก วิธีการเช่นนี้ในกรุงรัตนโกสินทร์ก้มีในรัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งรับมอญอพยพตรัสสั่งให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เมื่อยังทรงพระเยาว์เป็นแม่ทัพออกไปคอยรับและป้องกันการตามตี โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้ใหญ่กำกับไป

สมเด็จพระราชโอรสของพระนเรศวรพระองค์นี้พระนามลับลี้ไป ไม่ปรากฏในพงศาวดารอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีประการใด มีคนกล่าวว่าถ้าสมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชโอรสจริง เมื่อสิ้นรัชกาลควรที่จะได้สืบราชสมบัติต่อ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่ามี สำหรับเรื่องนี้ถ้าสังเกตพงศาวดารไทยให้ดีจะพบว่าคติไทยตั้งแต่สุโขทัยเป็นต้นมา ถือน้องสำคัญกว่าลูก เห็นได้ตั้งแต่พระรามคำแหงคือเมื่อสิ้นรัชกาลพ่อขุนบาลเมือง โอรสของพ่อขุนบาลเมืองซึ่งอาจจะมีหรืออาจจะไม่มี ไม่ได้เสวยราชย์ เพราะถึงมีก็สู้บุญบารมีพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้ คนไทยคิดถึงความมั่นคงของแผ่นดินยิ่งกว่าอื่น โอรสพระบรมไตรโลกนารถคือ พระบรมราชาเสวยราชย์ได้ไม่กี่ปีก็สวรรคต เมื่อสวรรคตแล้วพระราชโอรส ก็มิได้เสวยราชย์ต่อ ราชสมบัติตกเป็นของพระรามาธิบดีที่ ๒ พระอนุชา ที่ยกมานี้พอเป็นตัวอย่างในอยุธยา หากจะยกตัวอย่างในรัตนโกสินทร์ขึ้นมาตั้งเป็นคำถาม ก็จะตอบกันได้ยากว่า หากกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทสวรรคตทีหลังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าแล้ว สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าจะได้ราชสมบัติหรือไม่ และถ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ สวรรคตทีหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แล้ว ราชสมบัติจะเป็นของท่านผู้ใด พระปิ่นเกล้าฯนั้นใช้พระบวรราชโองการไม่ใช้พระบัญฑูร

สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชโอรสพระนเรศวรนั้นบุญบารมีย่อมสู้พระเอกาทศรถไม่ได้เป็นของแน่ ดังนั้นราชสมบัติจึงต้องเป็นของพระเอกาทศรถ ฐานะของพระมหาธรรมราชาเมื่อสิ้นรัชกาล สมเด็จพระนเรศวรก็เปลี่ยนจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระมหาธรรมราชาพระบัณฑูรมาเป็นสมเด็จพระราชนัดดา แต่จะรับพระบัณฑูรด้วยหรือไม่ ไม่ปรากฏ เชื่อว่าคงจะไม่ได้รับไว้ดังเดิมเพระาปรากฎว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าสุทัศน์ ของพระเอาทศรถ เป็นมหาอุปราชรับพระบัณฑูร ยศเจ้าฟ้านั้นเพิ่งมีในเมืองไทยในสมัยพระมหาธรรมราชา พระชนกนารถของพระนเรศวร เจ้าฟ้าองค์แรก คือ พระมหาธรรมราชาพระชนกนารถ พม่าตั้งเป็นเจ้าฟ้าสองแคว หมายถึงเจ้าฟ้าครองเมืองสองแคว (พิษณุโลก) และพระเอกาทศรถทรงมีพระโอรสเป็นเจ้าฟ้านั้น ปากฎแล้วในพงศาวดาร ๒ องค์ คือเจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ถ้าเชื่อตามคำให้การของขุนหลวงหาวัดก็ต้องว่าประสูติแต่พระสวัสดี พระอรรคมเหษีในพระเอกาทศรถ ส่วนพระนเรศวรนั้นคำให้การของขุนหลวงหาวัดว่าพระมเหษีทรงนามว่า พระมณีรัตนา พระราชโอรสย่อมเป็นเจ้าฟ้าเพราะตำแหน่งพระมหาธรรมราชาสูงกส่าตำแหน่งเจ้าฟ้า กล่าวคือพระบัณฑูรนั้นกั้นฉัตร ๗ ชั้น ส่วนเจ้าฟ้ากั้นฉัตร ๕ ชั้น

เจ้าฟ้าพระมหาธรรมราชาหายไปไหน ถ้าไม่หายเสด็จอยู่ได้อย่างไร ในฐานะใดจมลงได้หรือไม่เพียงใด เพราะในพงศาวดารรัชกาลพระเอกาทศรถ ตอนกระทำการพระราชพิธีอาศวยุช บันทึกว่า

“จึงให้ตั้งเรือแห่และให้เทียบเรือต้นและเรือแข่งทั้งปวงตามกระบวน จึ่งให้เบิกพระราชกุมารและพระราชนัดดา และท้าวพระยาสามนตราราชมหาเสนาบดีทั้งปวง มาประชุมในหน้าพระที่นั่งอรรณพ และให้เบิกฑูตานุฑูตอันมาแต่เมืองตองอูและเมืองลานช้างนั้นมาถวายบังคม”

พระราชนัดดาในที่นี้มีผู้ใดบ้าง และจะเป็นพระราชโอรสของผู้ใดถ้าไม่ใช่สมเด็จพระนเรศวรเพราะโดยคำย่อมเข้าใจว่าเป็นนัดดา ที่เป็นโอรสในพระเจ้าแผ่นดิน จะว่าเป็นพระราชนัดดาของพระเอกาทศรถที่เกิดจากเจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราช ก็ดูจะยังทรงพระเยาว์เกินกว่าที่จะออกมหาสมาคมมีแขกเมืองเฝ้า

ควรพิจารณาถึงพระมหาธรรมราชา โอรสองค์ใหญ่พระนเรศวรฯ ว่าหายไปไหนเพราะจากจดหมายของคนฮอลันดา ๒ คน ชื่อ คอร์เมดิสฟอนนิวโรด และแมร์เทนเฮาท์แมน ที่ฝ่ายมามีอยู่ตอนหนึ่งว่ามีเจ้านายที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งออกไปจากอยุธยา ไปอยู่กับพวกเมืองล้านช้าง และนำกำลังทัพล้านช้างยกมาดังกล่าว เจ้านั้นชื่อ Tioufar Tanaw กรมศิลปากร โดยคุณนันทา แปลว่า เจ้าฟ้าธนะซึ่งถ้าจะแปลแบบลากความก็แปลว่า เจ้าฝ่ายหน้าก็ได้เจ้าฟ้า ธ.หน้า ก็ได้ แต่ “ไผทนา” ตามพงศาวดารเขมรใกล้มาก แต่จะอย่างไรก็ตาม ท่านผู้นี้เป็นเจ้าฟ้า ก็เจ้าฟ้าในอยุธยาเวลานั้นจะมีได้สักกี่องค์ มีได้เพียงพระเจ้าลูกเธอในสมเด็จพระนเรศวรกับในพระเอกาทศรถเท่านั้น และเป็นลูกเธอในพระภรรยาเจ้าด้วย จึงจะเป็นได้ พระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๒ พระองค์ ก็ไม่ปรากฎว่าจะทรงมีเวลาที่จะหาความสำราญในศฤงคารได้ ยศเจ้าฟ้าก็เพิ่งแรกมีดังว่าไว้ ดังนั้นไม่บาปไม่กรรม เจ้าฟ้าองค์นี้ควรเป็นโอรสองค์ใหญ่สมเด็จพระนเรศวร คือ องค์ที่เป็นพระมหาธรรมราชาพระฝ่ายหน้า เพราะเป็นผู้มีชื่อเสียงด้วย

เป็นของแน่ที่คงมีผู้ปรารถนาที่จะได้เห็นพระราชโอรสของพระนเรศวรขึ้นเสวยราชย์อย่างน้อยก็มีออกพระนายไวย หรือวงศ์วารพระยากำแพงเพ็ชร แต่ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถคงจะทำได้ยาก พระมหาธรรมราชาโอรสพระนเรศวรคงมีอันเป็นอะไรสักอย่างในแผ่นดินนั้นตอนตั้งอุปราช เพราะความปรากฎชัดว่าราชสมบัติจะตกเป็นของเจ้าฟ้าสุทัศน์โอรสพระเอกาทศรถลูกน้อง พระมหาธรรมราชาจะติดสนมหรือหนีออกจากเมือง ถ้าหนีก็คือองค์ที่กล่าวว่าไปอยู่ล้านช้าง

ในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามีความตอนหนึ่งว่า ใน พ.ศ. ๒๑๕๐ หลังจากงานอาศวยุชซึ่งมีทูตตองอูและล้านช้างมาในงานและทูตลากลับแล้ว มีการสถาปนาเจ้าฟ้าสุทัศน์ขึ้นเป็นอุปราชรับพระบัณฑูร เจ้าฟ้าสุทัศน์เป็นอุปราชได้ ๔ เดือนเศษ ก็กราบทูลพระกรุณาว่า “จะขอพิจารณาคนออก” สมเด็จพระเอกาทศรถตรัสว่า “จะเป็นกบฎหรือ” ความตอนนี้ไม่แจ่มแจ้งราวกับจงใจ

“คน” อะไรที่เจ้าฟ้าสุทัสน์พิจารณาขอออก สำคัญอย่างไร จึงถึงกับพระเอกาทศรถตรัสว่าจะเป็นกบฎ หรือการขอคนออกถ้าเป็นคนธรรมดา และขอออกจากตรางก็ไม่น่าจะถึงกล่าวหารุนแรงเพียงนั้น นี่แรงจนเจ้าฟ้าสุทัศน์ต้องกลับไปเสวยยาพิษสวรรคต คนที่ขอออกไม่ควรจะเป็นคนธรรมดา ต้องเป็นคนที่มีความสำคัญมากหรือเกี่ยวข้องกับคนสำคัญนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่ขอออกเป็นครอบครัวของพระมหาธรรมาชาโอรสพระนเรศวรที่ต้องติดสนม ติดคุกเพราะพระมหาธรรมราชาหนีไปจากเมือง การ “ขอคนออก” ของเจ้าฟ้าสุทัศน์อุปราชอย่างน้อยก็แปลว่าเป็นผู้มีพระทัยเมตตากรุณาสูง การขอเป็นการเสี่ยงขอก็แปลว่าเมตตากรุณาญาติผู้ไม่มีความผิด และยังเยาว์ และไม่ทรงเห็นด้วยกับการกักขังมาแต่แรก ดังนั้นเมื่อทรงผิดหวังก็เสียพระทัยน้อยพระทัย เพราะคนกินยาตายไม่กินเพราะกลัวมาไปกว่าเสียใจ น้อยใจ แค้นใจ

จดหมายของฝรั่งฮอลันดา ๒ คนนั้นมิได้กล่าวถึง Tioufa Tanaw อีกเลยเมื่อกองทัพล้านช้างแตกไปจากลพบุรี เพราะสู้กองทัพอยุธยาไม่ได้ถ้า Tioufa Tanaw คือพระฝ่ายหน้าหรือพระมหาธรรมราชาโอรสพระนเรศวร เรื่องราวของพระมหาธรรมราชา ก็ยุติได้ว่าสาบสูญไปแต่ พ.ศ. ๒๑๕๕

ว่าด้วยเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์โอรสพระเอกาทศรถ

เจ้าฟ้าเสาวภาคย์นั้น พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเรียกสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ ๔ และบันทึกไว้ว่าหลังจากที่สมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตนั้นได้เสวยราชย์ มีใจความดังต่อไปนี้

“จึงท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายพร้อมทั้งพระสังฆราชคามวาสี อรัญวาสีปรึกษากันเสร็จอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวภาคย์ ซึ่งเสียพระเนตรข้างหนึ่งขึ้นผ่านพิภพไอศูรย์ศวรรยาธิปัติถวัลราชประเพณีสืบไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งการถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชบิดา โดยราชประเพณีพระมหากษัตริย์เจ้าแต่ก่อน”

เรื่องเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นี้มีปัญหามาก เพราะขนาดพงศาวดารไทยบันทึกไว้ถึงอย่างนี้ แต่ฝรั่งบางคนยังเชื่อว่าไม่มีพระองค์ จนคนไทยบางคนชักจะลังเลตาม แต่ส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่ามี แต่พงศาวดารก็ไม่มีรายละเอียดของท่านมากนัก นอกจากบอกว่าเสวยราชย์ประมาณ ๑ ปี แล้วถูกปลงพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๕๗ คุณขจร สุขพานิช นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันว่าถูกปลงพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๑๕๔ โดยกระสุนปืนในห้องบรรทมแต่เอกสารของฮัอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยาที่กรมศิลปากรแปลบอกว่าพระมหากษัตริย์ที่ถูกปืนเมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๔ ในวังนั้นอาการไม่สาหัส พวกคิดการร้ายถูกจับลงโทษ ความต่างกันถึง ๓ ประเด็นจึงจะต้อง พิจารณาให้ชัดออกไป เรื่องโอรสพระนเรสวรจึงจะค่อยกระจ่างขึ้น

เอกสารฮอลันดาของ Sprinkel นายห้างฮอลันดาประจำปัตตานีสมัยนั้นเขียนเล่าไว้ว่า

“มีแผนการที่จะยึดครองกรุงศรีอยุธยา แต่ทำไม่สำเร็จขณะ พระมหากษัตริย์ (๑) ยังทรงพระชนม์อยู่ แต่เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว หัวหน้าขบถคือออกพระนายไวยก้เริ่มดำเนินการเพื่อจะขึ้นเถลิงถวัลย์ราชเป็นกษัตริย์ แต่ประชาชนไม่นิยมด้วยต่างพากันฝักใฝ่เข้าข้างราชบุตรของกษัตริย์ (๒) จึงได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พวกฮอลันดาเองก็เข้าข้างพระราชบุตร สู้รบกับพวกออกพระนายไวย ราชบุตรของกษัตริย์ (๓) สวรรคต พระอนุชาองค์เล็ก (๔) จึงได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน”

พระมหากษัตริย์ (๑) ที่กล่าวถึงคุณขจร สุขพานิช หมายถึงสมเด็จพระเอกาทศรถราชบุตรของกษัตริย์ (๒) ที่กล่าวต่อมาคุณขจรฯ หมายถึง เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ตลอดจนถึงขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่พอถึงตอนราชบุตรของกษัตริย์ (๓) สวรรคต องค์นี้คุณขจรฯ หมายถึงเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ เพราะเชื่อว่าสวรรคตด้วนปืนในห้องบรรทมนั้นยังไม่ปลงใจด้วยเพราะราชบุตรของกษัตริย์ (๓) สวรรคตนั้นเชื่อว่าหมายถึงเจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราชซึ่งผ่านสมบัติกึ่งพระนคร ความตอนนี้ทวนความมิใช่ต่อความ เจ้าฟ้าสุทัศน์เป็นพระเชษฐาของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ แต่สวรรคตเสียก่อนเวลาอันสมควรโดยการเสวยยาพิษ สิทธิในการสืบราชบัลลังก์ก้ตกแก่เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ราชบุตรองค์เล็ก (๔) โดยปริยาย ถึงแม้พระเอกาทศรถจะไม่ทรงตั้งให้เป็นพระมหาอุปราช ถ้าคำว่าองค์เล็ก หมายถึงพระเจ้าทรงธรรมอินทรราชาแล้ว พระศรีศิลป์ พระองค์ทองจะเป็นองค์อะไร

ความเชื่อของคุณขจรฯ ที่ว่าเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ต้องปืนสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๔ (ค.ศ. ๑๖๑๑) นั้นก็ยังไม่กระจ่างเพราะจาก Dutch paper ที่กรมศิลปากรแปลว่าเอกสารของฮัอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยาว่าเหตุการณ์ในวันนั้นมีจริง แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงบาดเจ็บสาหัส ผู้ร้ายและสมัครพรรคพวกของเขาถูกลงโทษ ความในภาษาอังกฤษมีว่า

“ A member of the family Oijjakimpimpet attempted the 19 th of November on the life of the King. The King was not seriously wounded and the culprit and his party were punished ”

ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า ผู้ที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเอกาทศรถคือเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ใน พ.ศ. ๒๑๕๖ (จุลศักราช ๙๖๓ + ๑๒ = ๙๗๕) ใน Dutch paper นายแมร์เทนเฮาท์แมน เขียนจดหมายถึงนายเฮนดริค แจนเซน ยังปัตตานี เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๑๕๖ (ค.ศ. ๑๖๑๓) จากกรุงศรีอยุธยา ความตอนหนึ่งว่า
ได้มีพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ของพระเจ้าแผ่นดินองค์เก่าอย่างใหญ่โต”

ฟังได้สมความและตรงกัน เพราะฤดูนี้เป็นฤดูแล้ง เหมาะแก่งานพระเมรุ และพระบรมศพนั้นต้องไว้อย่างน้อย ๑ ปี เนื่องด้วยต้องเตรียมการมาก นับแต่ไปตัดไม้จากป่าลำเลียงมาทำเสาพระเมรุ จนถึงการตกแต่งประดับประดา การที่งานพระเมรุต้องล่ามาเกินปีจนเป็น ๒ ปีเศษนี้ พูดได้ว่าเพราะเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ต้องปราบกบฎออกพระนายไวยบ้าง ปราบจลาจลญี่ปุ่นที่เพ็ชรบุรีบ้าง และรบกับเมืองล้านช้างในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๑๕๕ ( ค.ศ. ๑๖๑๓) บ้าง

พระบรมศพองค์ที่กล่าวนี้เป็นพระบรมศพพระเอกาทศรถที่ว่าสวรรคตเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๑๐) แน่เพราะระหว่างนี้ไม่มีการราชาภิเษก แม้เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์เองก็คงไม่ทันราชาภิเษก เพราะพระบรมศพยังอยู่ และถ้าจะถูกรัฐประหารสิ้นพระชนม์ก็ควรจะสิ้นพระชนม์ในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๑๕๖ (ค.ศ. ๑๖๑๓) หรือเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๑๕๗ (ค.ศ. ๑๖๑๓) นั้นเอง จดหมายเหตุฮอลันดาขาดตอนไปถึง ๕ ปี ไปเริ่มใหม่ก็ใน พ.ศ. ๒๑๖๐ (ค.ศ. ๑๖๑๗)

พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ และจดหมายเหตุของพ่อค้าอังกฤษ ชื่อ Peter Floris ตรงกันว่าสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๔๘ (ค.ศ. ๑๖๐๕) และเป็นปี ต้นรัชกาลของพระเอกาทศรถพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ก็แก้ให้ตรงกันแล้วตามนี้ ส่วนปีสวรรคตของพระเอกาทศรถไม่ปรากฎ เพราะพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ หมดเพียงรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร

Peter Floris ระบุว่าสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๑๐)

โดยความ Whe died anno 1610 leaving divers children behine line “

ผู้เขียนเชื่อตามคุณขจร สุขพานิช ที่ว่า พระเอกาทศรถสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๓ แต่ยังแคลงใจในเรื่องรัชกาลของพระศรีเสาวภาคย์ จึงขอพิจารณาก่อน เพราะคุณขจร ฯ เชื่อว่าพระศรีเสาวภาคย์ สวรรคตด้วยต้องปืนในพระราชวัง เมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๔ (ค.ศ. ๑๖๑๑) โดยใช้ความรู้จากเอกสารฮอลันดาของ Cornelius Van Nyenrode และ Marten Hautman เขียนที่กรุงศรีอยุธยา ลงวันที่ ๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๒ ถึง H. Janssen นายห้างที่ปัตตานีเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๑ ใจความสำคัญว่า “พระมหากษัตริย์ถูกลอบยิงด้วยอาวุธปืนในพระราชวังขณะที่บรรทมอยู่”

Peter Ftoris อยู่ปัตตานีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๒ (พ.ศ. ๒๑๕๕) เขียนว่า
This White King deceasing , this present King being his second son, succeeded in the Kingdom ……”

คุณขจรตีความหมายว่า White King คือพระเอกาทศรถนั้นไม่มีใครเถียง แต่ที่แปลว่า his second son คือพระเจ้าทรงธรรม (พระอินทราชา) นั้น ขอพิจารณาก่อนเพราะ present king เป็นเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ได้สนิท และสนิทยิ่งขึ้นในข้อที่เป็น second son เพราะตรงกับพงศาวดารไทย และที่สำคัญคือเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ยังไม่ถูกปืนทิวงคต ในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๑๑ (พ.ศ. ๒๑๕๔) ดังที่คุณขจรเข้าใจ (แต่ถ้าของกรมศิลปากรแปลผิดก็จนใจ) ยังเสด็จอยู่จนปี พ.ศ. ๒๑๕๖ (หรือต้น พ.ศ. ๒๑๕๗) การที่แปลว่า This Present King being his second son คือพระเจ้าทรงธรรมนั้นพาให้เขาได้ เพราะยังไม่ตกลงกันว่าเจ้าฟ้าเสาวภาคย์สวรรคตเมื่อไรแน่

พระเจ้าทรงธรรมนั้นเป็นไปได้ที่จะมีพระชนมายุเท่ากับเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ถ้าเจ้าฟ้าเสาวภาคย์ถูกรัฐประหารใน ค.ศ. ๑๖๑๓ (พ.ศ. ๒๑๕๗) หลังจากงานเมรุพระเอกาทศรถ ทั้งพระเจ้าทรงธรรมและเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ก็มีพระชนมายุประมาณ ๒๓ พรรษาด้วยกัน ดังนั้นที่นับอายุรัชกาลของพระเจ้าทรงธรรมลงตัว จึงไม่เป็นของแปลกและพาให้เข้าใจผิด การทำรัฐประหารของไทย โดยมากทำกันระหว่างงานพระเมรุฯ จนมีคำกล่าวกันสืบมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ว่า “วันชัก (ศพ) เขาจัเอา วันเผา (ศพ) เขาจะเล่น” เพราะงานเมรุฯ ผู้คนสับสน เหน็ดเหนื่อยตั้งแต่นายจนถึงพล การแวดล้อมก็ไม่รัดกุม ผู้คนก็ละเล้าละลุม

ถ้าเชื่อตามเอกสารฮอลันดาของกรมศิลปากรที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินคือ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ถูกลอบยิง แต่ไม่สวรรคต ดังนั้นเวลาในรัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ต้องยืดไปอีก ๑ ปี กับ ๑๑ เดือน หรือ ๒ ปี เวลารัชกาลของพระเจ้าทรงธรรมก้ลดเหลือ ๑๕ ปี ๑ เดือน และเวลาของแผ่นดินที่ว่างสมบูรณ์กษัตริย์ โดยที่เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์รักษาราชการเพียงฐานะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรักษาแผ่นดินก็จะมีเวลา ๓ ปี ๕ เดือน

พิจารณานี้ ตามพงศาวดารว่าด้วยการถวายพระเพลิงพระเอกาทศรถ ประกอบกับจดหมายเหตุฮอลันดา จะเอาแน่ยังไม่ได้เพราะในจดหมายเหตุฮอลันดาไม่ได้บอกว่าพระบรมศพพระองค์ใด และพระองค์ใดเป็นผู้ถวายพระเพลิงแต่ที่แน่นอนก็คือมิใช่พระบรมศพพระศรีเสาวภาคย์ เพราะพระศรีเสาวภาคย์ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ พระศพฝัง ณ วัดโคกพระยา

ซึ่งถ้าดูจากศักราชในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งว่าพระศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๔๕ แล้วบอกด้วยปีคลาดเคลื่อนอันมีตัวเลข ๑๒ คงที่ ก็จะพบว่าพระศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๗ และพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ ตัน พ.ศ. ๒๑๕๗ ลงตัวใกล้เคียงตามงานพระเมรุฯ

ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๕๓ ถึง พ.ศ. ๒๑๕๗ นั้น มีเหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยามากมายที่สุดตามที่ปรากฏในจดหมายเหตุของชาวต่างประเทศที่คุณขจรฯ แปลไว้ กล่าวคือ Peter Floris เขียนไว้ว่าเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน ค.ศ. ๑๖๑๐ (พ.ศ. ๒๑๕๓) ราชสมบัติตกอยู่แก่ราชบุตรองค์ที่ ๒ กษัตริย์องค์ใหม่โปรดให้ประหารออกพระไวยผู้วึ่งยุแหย่ให้สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสงสัยพระราชบุตรองค์ใหญ่ว่าจะคิดขบถ ออกพระไวยฯมีทหารอาสาญี่ปุ่นฝักใฝ่มาก ทหารญี่ปุ่นเหล่านี้จึงเข้ากุมพระมหากษัตริย์บังคับให้พระองค์ประหารขุนนางผู้เป็นปฏิปักษ์กับพระนายไวย เจ้านายของตนเสียหลายคน และเมื่อจะลงเรือแล่นออกไปจากกรุงศรีอยุธยา ทหารยี่ปุ่นปล่อยพระมหากษัตริย์โดยยึดเอาพระสงฆ์เป็นตัวประกันหลายองค์ ข่าวคราวที่ทหารญี่ปุ่นทำอุกอาจเช่นนี้รู้ไปถึงพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต พระองค์จึงยกทัพลงมาเพื่อจะสู้รบขับไล่มหารญี่ปุ่น แต่เมื่อมาถึงเมืองห่างจากกรุงศรีอยุธยา ๓ วันพวกทหารญี่ปุ่นได้ลวเรือแล่นออกไปนอกพระราชอาณาเขตแล้ว และทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาก็นำทัพขึ้นไปปะทะไว้ ทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตจึงถอยกลับไป ขณะนั้นองค์พระมหากษัตริย์ทรงพระชนม์ราว ๒๒ พรรษา (This young King, being about the age of 22 years)

ตามจดหมายเหตุดังกล่าวจะเห็นได้ว่าใน ค.ศ. ๑๖๑๒ (พ.ศ. ๒๑๕๕) พระมหากษัตริย์เป็นพระมหากษัตริย์ ? หนุ่มมีพระชนม์ ๒๒ พรรษาได้เช่นกัน คำว่า Young King นั้นมิได้ระบุพระนาม การด่วนตีความจึงไม่จำเป็น และอีกประการหนึ่งฝรั่งที่รู้เรื่องนี้แล้วบันทึกไว้ก็มิมี Peret Floris คนเดียว นายคอร์เนลิส ฟอนนิวโรด (Cornelis Van Nyeurode) และนายแมร์เทน เฮาท์แมน (Marten Houtman) ก็ได้เขียนไว้ในจดหมายถึงนายเฮนริค แจนเซ็น (Heynrick Janssen) ที่ปัตตานี วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๑๕๕ (ค.ศ. ๑๖๑๒) ความต่อจากเรื่องพระมหากษัตริย์ถูกลอบยิงที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า

“ในวันเดียวกันพวกญี่ปุ่นถูกขับไล่ออกจากเพชรบุรี พวกญี่ปุ่นนำภัยมาสู่อิทธิพลที่บางกอกเป็นอย่างมาก”

ระหว่างที่มีเรื่องยุ่งๆกับพวกญี่ปุ่น บุคคลผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ฃื่อเจ้าฟ้าธนะ (Tioufa Tanaw) ผู้ไปจากที่นี่ไปอยู่กับพวกเมืองล้านช้าง ได้ทำให้พระเจ้าล้านช้างทรงหลงเชื่อว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงถูกพวกญี่ปุ่นปลงพระชนม์เสียแล้ว และว่าพวกญี่ปุ่นเข้าครองเมืองไว้ ดังนั้นพระเจ้าล้านช้าง (Langjjander – King) ผู้ทรงเดชานุภาพจึงได้ทรงเกณฑ์ไพร่พลเพื่อมาพยายามขับไล่พวกญี่ปุ่นออกไปจากประเทศสยาม แล้วจะเข้าครอบครองประเทศสยามเสียเอง

ตอนแรกพระเจ้าล้านช้างทรงถูกต่อต้านเพียงเล็กน้อยระหว่าง ๔ เดือน พระองค์ทรงหยุดพักตั้งค่ายใกล้ๆกับเมืองละโว้ชั่วระยะเดินทางจากที่นี่เวลา ๑ วัน และบอกมาให้พระเจ้าแผ่นดินสยามทราบว่าพระองค์เสด็จมาช่วยสู้รบกับพวกญี่ปุ่น แต่พระเจ้าแผ่นดินสยามไม่ทรงเชื่อ วันที่ ๑๒ มีนาคม พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงยกกองทัพของพระองค์ทั้งหมดไปต่อสู้ต้านทานพวกล้านช้าง และในที่สุดพระองค์ก็ทรงตั้งค่ายห่างออกมา ๕ ไมล์ พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงขอร้องให้เราช่วยเหลือ เราจึงรวบรวมกำลังกันในวันที่ ๒๔ แล้วก็ยกไปสมทบ ณ ที่ๆห่างจากพวกล้านช้าง ๓ ไมล์ พระเจ้าแผ่นดินทรงพอพระทัยมากที่เห็นเรากับปืนใหญ่ ๒ กระบอก ซึ่งเจ้าชายได้ประทานให้เรา และเรานำมาด้วยตามขอร้องของพระองค์ วันที่ ๓๐ มีนาคม พระองค์ทรงยกทัพต่อไป และตั้งพระทัยจะบีบบังคับข้าศึกให้มารบกันและถ้าไม่ออกมารบ ก็จะเข้าโจมตีค่าย

ก่อนคืนที่พระเจ้าล้านช้างจะทรงหลบหนีไป พระองค์ได้ทรงส่งพวกผู้หญิงและเด็กไปเป็นเวลา ๔ วันแล้ว กำลังพลของกองทัพพระเจ้าล้านช้างมีทหารหนึ่งแสนคนม้าห้าพันตัวและช้างไม่กี่เชือก พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงสามารถต่อต้านพระเจ้าล้านช้างได้ด้วยกำลังทหารสองแสนคน และช้างสามพันเชือก ในบรรดาช้างเหล่านี้มีอยู่ ๕๐๐ เชือกที่สันทัดในการสงครามมาก กองทัพไทยได้ติดตามตีและฆ่าทหารล้านช้างเสียเป็นจำนวนมาก ถ้าหากมุขมนตรีไทยคนหนึ่งหรือสองคนคุมทหารติดตามมาทันเวลา ต้องจับพระเจ้าล้านช้างเป็นเชลยได้แน่นอน

พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยาอย่างเอิกเกริกยิ่ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน จากนั้นพระองค์ทรงขับไล่พวกญี่ปุ่นทั้งหมดไป พวกญี่ปุ่นทุกคนจะต้องออกจากประเทศสยามภายในเวลา ๒ – ๓ วัน

ข้าพเจ้าไม่คิดว่า พวกญี่ปุ่นจะกลับมามีสัมพันธ์ทางการค้ากับที่นี่ได้อีก ซึ่งคงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่บริษัท เพราะเราจะได้ทำการค้าขายแต่ลำพังผู้เดียว”

จดหมายเหตุฉบับนี้สู้ของ Peter Floris ไม่ได้ตรงที่ไม่บอกพระชันษาพระเจ้าแผ่นดินว่าเท่าใด แต่ได้รู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินใน พ.ศ. ๒๑๕๕ (ค.ศ. ๑๖๑๒) นั้นทรงพระปรีชาสามารถมาก (ถ้าผสมของ Peter Floris เข้าไปก็จะกล่าวต่อได้ว่า) ตั้งแต่ยังมีพระชันษาน้อยเพียง ๒๒ และไม่ใช่สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๑๕๖ ในสภาพที่แข็งแรง ว่องไว กล้าหาญ ใครคือพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ พระศรีเสาวภาคย์หรือพระเจ้าทรงธรรม

คุณขจร สุขพานิช สงสัยว่า Floris เข้ามาตั้งห้างอยู่ที่ปัตตานีแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๒ (พ.ศ. ๒๑๕๕) และ Lucas เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๑๕๕ ไดเข้าเฝ้า เหตุใดจึงไม่รู้เรื่องลอบยิงในวัง และไม่ระบุเรื่องเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ไว้เลย

ก็ยิ่งทำให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีกว่า พระเจ้าแผ่นดินที่ Lucas เข้าเฝ้านั้นคือ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ไม่ไช่พระเจ้าทรงธรรม เรื่องถูกลอบยิงแล้วไม่เป็นอันตรายเรื่องเล็กไม่กี่วันก็ลืมขนาดถึงสวรรคตไม่กี่ปีก็ยังลืมได้สาอะไร มีผู้ข้องใจเหตุใดวันวลิตจึงไม่กล่าวถึงเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ Lucas ก็ไม่กล่าวถึง Floris ก็ไม่กล่าวถึง พูดอย่างคนเขียนหนังสือก็ต้องบอกว่า ถ้าวันวลิตจะกล่าวถึงเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ก็จะทำให้เรื่องยืดยาวสับสนยิง่ขึ้นอีก และที่สำคัญก็คือไม่อยู่ในวัตถุประสงค์วันวลิตต้องการจะสำแดงแต่เรื่องพระเจ้าปราสาททององค์เดียว เพราะข้อมูลก็หาง่ายและเรื่องราวก็ชวนเขียน ส่วน Lucas กับ Floris นั้นถ้าอยู่ในแผ่นดินพระศรีเสาวภาคย์ก็จะเขียนอะไรได้นอกจาก King เพราะฝรั่งสมัยนั้นออกพระนามเจาะจงแต่ Black King และ White King เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วก็ไม่ออกพระนามยกเว้นแต่วันวลิต ที่จะบันทึกจะแจ้งมาเกี่ยวกับพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททอง

ดังนั้น ถ้าว่าตามพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่แก้ศักราชโดยบวกอีกหนึ่ง ๑ รอบ คือ ๑๒ ปี แล้วเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๗

ถ้าว่าตามคุณขจร สุขพานิช เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์สวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๕ เดือน พฤศจิกายน

ถ้าว่าตามเอกสารของฮอลันดาสมัยกรุงศรีอยุธยาเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ควรจะสวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๗ (ค.ศ. ๑๖๑๓ เดือนเมษายน)

เอกสารของฮอลันดากับพงสาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาตรงกับในปีสวรรคตของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์คือราวเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๑๕๗ (ค.ศ. ๑๖๑๓)

แต่รัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ว่าเป็นเสียงเดียวกันว่าประมาณ ๑ ปี ถ้าเช่นนั้นรัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ควรจะอยู่ใน พ.ศ. ๒๑๕๕ เหลื่อมปลายรัชกาลเข้ามาใน พ.ศ. ๒๑๕๗

ถ้าเป็นดังว่า เหตุการณ์ที่ถูกลอบยิงในวังเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๑๕๔ ก็ดี การรบกับล้านช้าง พ.ศ. ๒๑๕๔ จนยกทัพกลับเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๑๕๕ ตามเอกสารของฮอลันดาก็ดี เป็นฝีพระหัตถ์ใคร เพราะเอกสารก็ระบุแต่ว่าพระเจ้าแผ่นดินสยาม ถ้าว่าตามเวลาของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ว่ายังไม่ถึงทันเสวยราชย์ พระเจ้าแผ่นดินสยามองค์ดังกล่าวก็คือพระเอกาทศรถ ซึ่งหาเวลาลงตัวที่สิ้นรัชกาลไม่ได้ แต่นี่ก็ระบุไว้ชัดว่าสวรรคต ค.ศ. ๑๖๑๐ (พ.ศ. ๒๑๕๓) และระบุชัดว่าพระเจ้าแผ่นดินที่ไปรบทัพล้านช้างที่ลพบุรีใน พ.ศ. ๒๑๕๔ นั้น พระชนมายุ ๒๒ ดูมั่นคงเป็นหลักฐาน

ความจึงชวนให้เชื่อว่า เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน พ.ศ. ๒๑๕๓ (ค.ศ. ๑๖๑๐) เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ขึ้นเสวยราชย์ต่อใน พ.ศ. ๒๑๕๓ และผจญภัยนานาประการด้วยความกล้าหาญ

จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๑๕๗ จึงพลาดท่าถูกปลงพระชนม์ รัชกาลของเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์จึงควรจะเป็น ๓ ปี ๕ เดือน นับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีความสามารถและกล้าหาญมาก ทรงมีความรู้ทางธรรมสูงด้วย เพราะเมื่อขุนนางที่นอนเวรเข้าไปกราบทูลว่าเกิดกบฎขึ้น (โดยพระอินทราชา (พระเจ้าทรงธรรม) พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง) ยังตรัสได้งดงามว่า “เวราแล้วก็ตามเถิด แต่อย่าให้ลำบากเลย”

ว่าด้วยพระเจ้าทรงธรรม

เรื่องของพระเจ้าทรงธรรมนั้นเป็นปัญหามากที่สุดเพราะพงศาวดารบันทึกไว้ว่า คือ “พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดระฆัง รู้พระไตรปิฎกสันทัดได้สมณฐานันดร เป็นพระพิมลธรรมอนันตปรีชาชำนาญทั้งไตรเพทางคศาสตร์ มีศิษย์โยมมาก ทั้งจมื่นศรีสรรักษ์ก็ถวายตัวเป็นบุตรเลี้ยง ครั้งนั้นชำนาญการคนทั้งหลายนับถือมาก จึงคิดกันกับจมื่นศรีสรรักษ์โยมเป็นความลับส้องสุมพรรคพวกได้มากแล้วก็ปริวัตรออกเพลาพบลค่ำก็พากันไปชุมพล ณ ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ครั้นได้อุดมนักขัตฤกษ์ก็ยกพลมาฟันประตูมงคลสุนทรเข้าไปได้ในท้องสนามหลวง……….”

แต่ในบันทึกของวันวลิตบันทึกเรียกพระเจ้าทรงธรรมว่า “พระอินทรราชาเจ้าช้างเผือก (Pha – Inter Va Tsia – Thiant – Siaugh – pheevgh) พระมหากษัตริย์ทรงธรรมเจ้าช้างเผือก” ความรู้ที่ได้ว่าพระเจ้าทรงธรรมพระนามเดิมว่าพระศรีศิลป์บวชเป็นที่พิมลธรรม ก็ชักจะลังเล ภาพพจน์ที่เคยมองเป็นพระแก่ ๆ องค์หนึ่งเป็นเจ้านายชั้นสูงเพราะการที่จะเป็นพระพิมลธรรมต้องมีพรรษาสูงความรู้สูง นี่ปรากฏว่าหลังจากเสวยราชย์ ๑๐ กว่าปีแล้ว เมื่อสวรรคตพระชนมายุเพียง ๓๘ ดังนั้นสงสัยด้วยซ้ำว่าจะเคยทรงผนวชหรือไม่

คำให้การของขุนหลวงหาวัดระบุว่า พระเจ้าทรงธรรมเป็นราชนัดดาพระมหาธรรมราชา (พระชนกของพระนเรศวร) แต่มิได้บอกว่าโอรสของพระองค์ใด ถึงไม่บอกก็เดาก่อนว่าไม่โอรสของพระนเรศวรก็พระเอกาทศรถเพราะไม่ปรากฏในพงศาวดารว่า พระมหาธรรมราชาโอรสอื่น แต่ถึงจะมีก็คงเป็นเจ้าเล็กน้อย

ที่วันวลิตระบุว่าพระเจ้าทรงธรรมพระนามเดิมว่าอินทราชา และมีอนุชาชื่อศรีศิลป์และพระองค์ทองนั้นดี เพราะพระศรีศิลป์บุญญาบารมีกว้างขวางจริงดังปรากฏในจดหมายเหตุของวันวลิต และที่สำคัญก็คือพระศรีศิลป์ได้ต่อรบกับโอรสพระเจ้าทรงธรรมตอนหลังด้วยเวลาที่พระเจ้าทรงธรรมเมื่อยังเป็นพระอินทรราชาทำรัฐประหารเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นั้น พระศรีศิลป์ต้องมีส่วนช่วยพระเชษฐาเป็นแน่ แปลว่าพระศรีศิลป์ได้ทำรัฐประหาร ๒ ครั้ง เมื่อรัฐประหารครั้งแรกสำเร็จพระเชษฐาได้ครองสมบัติพระศรีศิลป์ก็คงทรงผนวชในรัชกาลนั้น และผนวชอยู่หลายปี จนได้เป็นที่พิมลธรรม แล้วออกมาทำรัฐประหารครั้งที่ ๒ เหตุการณ์ซ้ำกันเช่นนี้ คนเขียนพงศาวดารสมัยสมเด็จพระนารายณ์ย่อมจะสับสน

เขียนเชื่อตามวันวลิตที่ว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นที่พระอินทราชามก่อนเสวยราชย์แต่ไเชื่อที่คนไทยว่าเป็นโอรสพระเอกาทศรถ โดยอ้างว่าวันวลิตบอก เพราะวันวลิตไม่ได้บอกเป็นแต่คนไทยสันนิษฐานโดยอัชฌาศัย ถ้าจะเชื่อวันวลิตก็ต้องเชื่อว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสพระนเรศวร โดยความต่อไปนี้มีหนังสือ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” อยู่เล่มหนึ่ง หนังสือนั้นเป็นหนังสือของทางราชการ กรมศิลปากรว่ามีประโยชน์ในด้านการศึกษาค้นคว้าวิชาประวัติศาสตร์ เป็นหนังสือที่พระบามสมเด้จพระจอเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเชื่อว่าเป็นหนังสือมีหลักฐานต้นฉบับเดิเป็นภาษารามัญพระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กรมหลวงวงศาธิราชสนิทซึ่งมีพระเกียรติยศปรากฏว่าเป็นหลักอยู่ในผู้รู้โบราณคดีพระองค์หนึ่งเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ทรงอำนวยการแปลหนังสือเรื่องนี้ออกจากภาษารามัญมาเป็นภาษาไทย และในหนังสือฉบับนี้บันทึกไว้เมื่อราชาภิเษกสมเด็จพระนเรศวรนั้นว่า

“แล้วฝ่ายกรมในจึงถวายพระมเหสีพระนามชื่อนั้นพระมณีรัตนา แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น”

ถ้าฟังจากหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดฉบับเดียวก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะต้นฉบับภาษามอญที่แปลมาจากภาษาพม่าอีกทีนั้นอาจจะฟั่นเฟือนไปหลายสิ่งหลายประการ แม้จนพระนาม “มณีรัตนา” ก็ตาม แต่มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งของฝรั่งชื่อตามสำเนียงฝรั่งฮอลันดาว่า “ฟอน ฟลีต หรือที่ไทยเรียกตามภาษาอังกฤษว่า “วันวลิต” ที่ออกชื่อพระมเหษี ที่ออกชื่อพระมเหษี หรือพระชายาของพระนเรศวรว่า “มณีจันทร์” ซึ่งทั้งสองฉบับตรงกันในคำว่า “มณี” แต่ที่มาห่างกันคนละทวีป

“วันวลิต” เป็นคนฮอลันดา ทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดามาตั้งสถานีค้าขายในปัตตานี อยุธยา สำนักงานใหญ่อยู่ที่ปัตตาเวีย วันวลิตเข้าอยู่อยุธยา ๑๐ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๗๖ จนถึง พ.ศ. ๒๑๘๕

ชื่อ “มณีจันทร์” นี้ เดิมแปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษ ต่อจากฝรั่งเศส เขียนว่า “Zian Croa Mady Jan” นาย W.H. Mundie เป็นผู้แปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๕ (พ.ศ. ๒๔๔๗) แล้วถวายสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ตรัสสั่งให้ขุนวิจิตรมาตราแปลเป็นภาษาไทย แต่ไม่จบเพิ่งมาจบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยนางนันทา วรเวติวงศ์ กองวรรณคดี ฯ กรมศิลปากร เรียกชื่อหนังสือนั้นว่าจดหมายเหตุวันวลิต และออกชื่อพระชายาสมเด็จพระนเรศวรว่า “เจ้าขรัวมณีจันทร์” ต่อมาเมื่อพบต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษาฮอลันดา ปรากฏว่าเขียน “Tjan Croa Maha dijtian” ไม่ทราบว่าจะออกเสียงประการใดถูก

คำว่า “เจ้าขรัว” ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นคำเรียกผู้เป็นบิดามารดาของพระสนมที่เป็นเจ้าจอมมรดา เพราะมีหลานตาเป็นพระองค์เจ้า เรียกกันว่า “ขรัวตาขรัวยาย” ที่เรียก “เจ้าขรัว” ชัดเจนก็มีเรียก “เจ้าขรัวเงิน” พระชนกในสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ นอกจากคำว่า “เจ้าขรัว” ยังมีอีกคำหนึ่งว่า “เจ้าครอก” แต่คำนี้ใช้เรียกผู้ที่เป็นเจ้า แม่เจ้าฟ้าคือเจ้าฟ้ากุณฑล ฯ พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๑ คุณจอมแว่นพระสนมเอก เรียกว่า “เจ้าครอกฟ้า” ตามคำบอกเล่าของ ม.ล. ป้อง มาลากุล ไม่ทราบว่าเจ้าขรัวในสมัยอยุธยาจะเป็นคำเรียกคนขนาดไหน ถ้าตามความหมายรัตนโกสินทร์ ก็จะต้องแปลว่าท่านมณีจันทร์ มีพระราชธิดาด้วยสมเด็จพระนเรศวรพระองค์หนึ่ง แล้วพระธิดานั้น ได้เป็นพระภรรยาเจ้าของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ในรัชกาลต่อมา มีหลานเป็นเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้าท่านจึงได้เป็น “ขรัวยาย” ในเวลาต่อมา แต่ตามความในจดหมายเหตุของวันวลิต มิได้เป็นเช่นนั้นดังจะว่าต่อไป

เจ้าขรัวมณีจันทร์ผู้นี้ ตามความในจดหายเหตุวันวลิตว่า เป็นน้องของพระยาศรีธรรมาธิราชผู้พระชนกของพระเจ้าปราสาททอง เจ้าขรัวมณีจันทร์นั้นเป้นชายาหม้ายของสมเด็จพระนเรศวรและเป็นพระชนนีของพระเจ้าทรงธรรม ดังนั้นพูดได้ว่าพระเจ้าทรงธรรมก็คือ พระราชโอรสของสมเด็จพระนเรศวร และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระเจ้าปราสาททอง ทางฝ่ายพระชนนี และถ้าพระเจ้าปราสาททองเป็นโอรสของพระเอกาทศรถตามตำนานเรื่องเรือล่มที่บางปะอิน จนชาวบ้านเรียกท่านว่า “พระองค์ไล” ก็เป็นลูกน้องทางพระนเรศวรพระเอกาทศรถ พระชนกนาถอีกทางหนึ่ง และพระยศรีธรรมาธิราชพี่ชายใหญ่ของเจ้าขรัวมณีจันทร์ เป็นเพียงบิดาบุญธรรมของพระเจ้าปราสาททอง

ความในจดหมายเหตุวันวลิตดังกล่าวชัดเจนมาก ความตอนต้นว่า

“บิดาของออกญากลาโหม (พระเจ้าปราสาททอง) เป็นพี่ชายคนใหญ่ของพระชนนีของพระเจ้าทรงธรรมชื่อว่าออกญาศรีธรรมาธิราช (Oya Sidarma Thyra) ท่านผู้นี้มียศบรรดาศักดิ์ แต่พ้นจากราชการไม่มีส่วนในกิจการบ้านเมืองเลย (ความในภาษาอังกฤษว่า Calahom’s father was the eldest and legimate brother of the mother of the Grate King, and was called Oya SidarmaThyra)

พระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ (ทรงธรรม) ทรงให้ความนับถือเขาในฐานะเป็นลุง และโปรดปรานเขามาก แต่ออกญาศรีธรรมธิราชต้องถูกจำคุกบ่อยครั้ง เพราะการกระทำความผิดและความชั่วร้ายต่าง ๆ ของบุตรชาย เขาได้นำออกญากลาโหมมาถวายไว้ในพระราชวังตั้งแต่ยังเยาว์วัย ครั้งแรกได้เป็นมหาดเล็กของพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นอายุ ๑๒ ปี ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ามหาดเล็ก ตั้งแต่นั้นมาก็แสดงให้เห็นน้ำใจและความกล้าหาญ แต่ออกญากลาโหมใช้ชีวิตอย่างเลวทรามมาก มีความสนุกเพลิดเพลินจากการดื่มสุราและสมรู้ร่วมคิดในกรลักทรัพย์ทัง้นี้ เนื่องจากถูกตั้งให้เป็นหัวหน้าไปกับพวกปล้น ทำการปล้นในเวลาค่ำคืนบ่อย ๆ เรื่องนี้เป้นเหตุให้พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงสั่งสอนโดยใช้ดาบใหญ่ฟันศรีษะหลายทีด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองและส่งไปขังในคุกมืดแต่ออกญากลาโหก็พ้นโทษออกมาและได้รับความโปรดปรานอีก ทั้งนี้ เพราะความช่วยเหลือของอาหญิง คือพระชนนีของพระเจ้าอยู่หัว (though the intercession of his aunt the mother of the king เมื่ออายุ ๑๖ ปี ก็ได้เป็นจมื่นศรีสรรักษ์ (pramosy Saropha) หรือผู้บังคับกองทหารมหาดเล็ก แต่ทว่าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ไม่ดีเช่นที่เคยทำมาก่อน ครั้นอายุ ๑๘ ปี ได้ทำผิดซึ่งมีโทษถึงตาย แต่ก็มีเหตุที่ทำให้รอดชีวิตมาได้ เรื่องราวมีดังนี้ (Here is the story of affair)

ในอาณาจักรสยามมีประเพณีโบราณตั้งขึ้นมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว คือเมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าว เมื่อเก็บข้าวเสร็จแล้วต้องทำความสะอาดพื้นดิน เป็นการกำจัดแมลงและสิ่งปฏิกูลอื่น ๆ ด้วยการจุดไฟที่กอต้นข้าวที่เกี่ยวแล้ว ก่อนการหว่านต้องไถพื้นดินเสียก่อนพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกไปยังชนบทในพระอิริยาบถสง่างามพรั่งพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก เพื่อทำพิธีแรกนาขวัญปลดปล่อยพระธรณีให้รอดพ้นจากภูตผี ซึ่งจะได้ไม่เข้าไปปะปนกับเมล็ดข้าวและต้นข้าว ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่เสด็จงานพิธีนี้ การเพาะปลูกจะไม่เป็นผลเลย และถ้าหากพระองค์ทรงทำพิธีนี้เอง พระองค์จะดำรงพระชนม์ชีพไปได้ไม่เกิน ๓ ปี อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณแถบนี้ของโลก ซึ่งสดับเรื่องราวสำคัญนี้ได้กล่าวว่า ตนได้ตรวจในวิถีโคจรของดวงดาวว่า ถ้าพระเจ้แผ่นดินไม่เปลี่ยนประเพณีและไม่มอบหน้าที่นี้ให้แก่ขุนนางแล้ว พระราชวงศ์จะสิ้นสูญไปในไม่ช้า ฉะนั้น จึงทรงมอบหมายหน้าที่ให้แก่เจ้านายคนของราชสำนักซึ่งมีตำแหน่งเป็นสมุหนายก แต่คนผู้นี้ไม่สมารถทำพิธีนี้ เพราะได้สิ้นชีวิตลงอย่างกระทันหัน ทรงขอความเห็นในเรื่องเหตุบังเอิญนี้ อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณได้ทูลตอบว่า ดาวต่าง ๆ เหตุให้เกิดโชคร้ายทำนองนี้แก่ผู้ได้รับมอบหน้าที่จากพระองค์ทุกคน เพื่อรักษาพิธีนี้ไว้ จำเป็นต้องมอบหน้าที่แก่ขุนนางที่มียศต่ำ โดยให้เหตุผลว่าเหล่าพวกผีพากันกำเริบยะโส เพราะผู้มีเกียรติยศสูงมาทำพิธีขับไล่และเทพเจ้าไม่ทรงพอพระทัยที่กษัตริย์ และสมุหนายกถ่อมตนมากเกินไปโดยมาร่วมในการขับไล่ภูตผี

พระเจ้าแผ่นดินและที่ประชุมเสนาบดีเห็นว่าสมควรที่จะเห็นด้วยกับความคิด อันเป็นไปตามหลักการของโหราจารย์และพระภิกษุสงฆ์ จึงทรงแต่งตั้งผู้มีตำแหน่งเป็นออกญาข้าว (Oya khauw) เป็นพระยาแรกนา เมื่อได้รับเลือกให้ทำพิธี ออกญาข้าวก็ถูกส่งไปอยู่ตามลำพังในที่ ๆ ห่างไกลพระนคร และไม่ออกจาที่พักหรือบริเวณรอบ ๆ บ้านด้วย จนกระทั่งถึงวันกำหนดทำความสะอาดประเทศ จึงได้กลับไปยังพระราชสำนักเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์พระราชทานพระภูษาใหม่ อันเป็นฉลององค์ของกษัตริย์ และให้สวมมงกุฎรูปกรวยแหลมลงบนศรีษะ ออกญาข้าวต้องนั่งในบุษบงเล็ก ๆ ทรงปิรามิด มีคน ๘ คน หามออกเดินจากพระราชวังไปตามถนน มีบริวารล้มหลามพร้อมด้วยเครื่องดีดสีตีเป่าติดตามไปยังชนบททุก ๆ คนแม้แต่เสวกามาต์และชาววังคนอื่น ๆ ถวายเกียรติยศทำนองเดียวกับที่ถวายพระเกียรติแก่พระเจ้าแผ่นดิน ทั้งนี้เพราะเขาได้ถูกสมมติให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ออกญาข้าวไม่ได้รับค่าตอบแทนอื่นใด นอกจากเงินที่เก็บจากค่าปรับไหมจากคนที่พบกลางกลาง และ และคนที่ไม่ปิดประตูบ้านเมื่อขบวนผ่านมา หรือคนที่เปิดร้านหรือแผงลอยในถนนโล่ง ๆ จ่ายให้เพราะเขามีสิทธิแย่งยื้อเอาจนกว่าคนเหล่านั้นจะยอมจ่ายเงินชดเชยให้ ทั้งนี้ เขาได้รับเงินรวม ๓ ชั่ง เป็นเงินสยามมีค่ามากกว่า ๔๐ เหรียญโบราณของสเปญเล็กน้อย สำหรับวันนั้นในทันทีที่ออกจากพระราชวังก็มีอำนาจ และเกียรติยศเช่นเดียวกับพระเจ้าอยู่หัว ยิ่งกว่านั้นเพื่อให้สมเหตุสมผล พระเจ้าแผ่นดินจะไม่เสด็จจากพระราชวังเลยและไม่ปรากฏองค์ให้ใครเห้นด้วยพระยาแรกนาเมื่อมาถึงโรงพิธี ก็อนุญาตให้ทุก ๆ คน เข้าโจมตีต่อสู้กับพรรคพวกบริวารผู้ติดตาม มีกฎอยู่ว่า ผู้ที่เข้าโจมตีจะแตะต้องตัวหรือองครักษ์ของพระยาแรกนาไม่ได้ ถ้าหากพระยาแรกนาได้ชัยชนะในการต่อสู้กับฝูงชนแล้ว จะเป็นสัญลักษณ์ว่าปีนั้นข้าวจะอุดมสมบูรณ์ถ้าการกลับตรงกันข้าม ถ้าพระยาแรกนาต้องหนีกระเจิง ก็ทำนายได้ว่าเป็นลางร้ายและเกรงว่าภูตผีจะทำลายพืชผลของแผ่นดิน พิธีขำ ๆ เหล่านี้จบลงอย่างง่าย ๆ แต่มีบ่อยครั้งที่การต่อสู้รุนแรงถึงมีผู้เสียชีวิตหลายคน สุดท้ายของพิธีนี้ พระเจ้าแผ่นดินปลอมได้กลับไปยังพระราชวังในเวลาเย็น เพื่อถอดมงกุฎและเครื่องทรงกษัตริย์ออก กลับมียศตำแหน่งสามัญดังเดิมตลอดปีนั้นเขาจะอยู่เย็นเป็นสุขหรือว่าเจ็บไข้ ก็แล้วแต่โชคดีร้าย และค่าปรับสินไหมที่ได้รับในวันนั้น

ขณะนั้นออกญากลาโหมเพิ่งมียศเป็นจมื่นศรีสรรักษ์และมีอายุประมาณ ๑๘ ปี วันหนึ่งเมื่อมีการทำพิธีนี้ เขาได้อยู่ที่ชนบทนั้นด้วย โดยมากับน้องชายซึ่งบัดนี้เป็นฝ่ายหน้าหรือมหาอุปราช ทั้ง ๒ คนขี่ช้างมีบ่าวไพร่ติดตามมาหลายคน และได้เข้าโจมตีพระยาแรกนาอย่างดุเดือด ดูเหมือนว่ามีเจตนาจะฆ่าพระยาแรกนาและกลุ่มผู้ที่ติดตามทั้งหมดด้วย ฝ่ายองครักษ์เห็นดังนั้นเข้าต่อสู้ป้องกันพระเจ้าแผ่นดินปลอมต่อต้านสองขุนนางหนุ่ม และขว้างก้อนหินไปถูกน้องชายได้รับบาดเจ็บ จมื่นศรีสรรักษ์ก็ถอดดาบและโถมเข้าสู้อย่างดุเดือดจนพระยาแรกนา และองครักษ์ต้องถอยหนี พระยาแรกนากลับมายังพระราชวังและนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นโดยจมื่นศรีสรรักษ์เป็นผู้ก่อ

พระเจ้าอยู่หัวกริ้วเป็นกำลังถึงเรื่องความชั่วร้ายที่ได้เกิดขึ้น พระองค์รับสั่งให้ค้นหาจมื่นศรีสรรักษ์ และให้นำมายังพระราชวัง แต่คนชั่วผู้นี้รู้ตัวดีว่ามีผู้ติดตามมาจับจึงซ่อนตัวอยู่ในโบสถ์กับบรรดาพระสงฆ์ และไม่กล้าเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินในขณะที่ทรงพระพิโรธหนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินไม่อาจลงโทษให้สมกับพระอารมณ์ขุ่นเคืองได้ออกญาศรีธรรมาธิราชจำต้องได้รับผลการกระทำนี้ พระองค์รับสั่งว่าจะประหารชีวิตเขาหากไม่นำตัวบุตรชายมาเฝ้า จมื่นศรีสรรักษ์เมื่อทราบข่าว จึงออกจากที่หลบซ่อนมาเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว และทูลขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ถูกมหาดเล็กจับตัวไว้ พระเจ้าแผ่นดินทรงฟันเขา ๓ ที ที่ขาทั้ง ๒ ข้างจากหัวเข่าลงมาถึงข้อเท้า แล้วพระองค์จับเขาโยนเข้าไปในคุกใต้ดิน รับสั่งให้พันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่ส่วนทั้ง ๕ ของร่างกาย จมื่นศรีสรรักษ์ถูกจำขังอยู่ในคุกมืดเป็นเวลา ๕ เดือน จนกระทั่งเจ้าขรัวมณีจันทร์ ( Zian Croa Mady Tjan ) ชายาหม้รายของพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ คือ พระ Marit หรือพระองค์ดำได้ทูลขอ จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานอีก ( till Zian Croa Mady Tjan widow of the late king who called Pra Marit or the black king made his peace )

จมื่นศรีสรรักษ์ไม่อาจลืมการลงอาญาที่โหดร้ายทารุณนี้ได้ แม้ว่าตนสมควรจะได้รับโทษนั้น นับแต่นั้นมาก็กระหายจะแก้แค้นทดแทน ที่สำคัญก็คือต้องการทำลายล้างพระองค์ทอง ( Phra Onthong ) และพระศรีสิน ( Phra Sysinh ) พระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเป็นที่โปรดปรานรักใคร่เหนือสิ่งอื่น จมื่นศรีสรรักษ์เชิญสหายสี่คนมาเลี้ยงอาหารเย็นที่บ้านเพื่อดำเนินแผนการชั่วร้ายนี้ คนทั้ง ๔ คือ ออกหลวงพิบูล (Oloangh Pibon) ซึ่งเป็นออกญานครราชสีมา ( Oya Carassima) แต่เสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม จงใจภักดิ์ (Choen Choenpra) ซึ่งต่อมาได้เป็นออกพระจุฬา (Opra Tiula) อภัยณรงค์ (Eptiongh Omongh) ต่อมาได้เป็นออกญาพิษณุโลก (Oya Poucelouck) และจางใหม่ จางวาง (Tiongh Maytiau Wangh) ต่อมาได้เป็นออกญาพระคลัง เมื่อจมื่นศรีสรรักษ์ได้เกลี้ยกล่อมคนเหล่านั้นเป็นอย่างดี และครั้นผีร้ายได้เข้าสิงความคิดของคนเหล่านั้นแล้ว จมื่นศรีสรรักษ์จึงขยายให้รู้ถึงแผนการแก้แค้นเจ้านายด้วยความอาฆาตพยาบาท โดยอ้างเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินลงพระอาญาเขาในความผิดหนหลัง ฉะนั้นต่างคนจึงให้สัตย์สาบาลไว้ต่อกันเป็นมั่นคง ด้วยการดื่มเลือดของแต่ละคนอันเป็นพิธีที่เคยปฏิบัติกันมา ขุนนางทั้ง ๔ คนนี้สัญญาจะช่วยเหลือสนับสนุนจมื่นศรีสรรักษ์ และในที่สุดลงความเห็นว่าสมควรบุกเข้าไปในปราสาท ซึ่งเจ้าชายทั้งสองประทับอยู่เข้าไปในห้องและปลงพระชนม์เสีย ภายหลังที่วางแผนแล้ว ๔ หรือ ๕ วัน ทาสคนหนึ่งของจมื่นศรีสรรักษ์ก็เผยอุบายนั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้หาตัวมาเข้าเฝ้า และตรัสถามถึงสาเหตุที่เขาคิดการรุนแรงร้ายกาจต่อพระอนุชาทั้ง ๒ ของพระองค์ จมื่นศรีสรรักษ์ทูลปฏิเสธและสาบานอย่างน่ากลัว เพื่อยืนยันคำปฏิเสธของตน แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงแน่พระทัยในความจริงของข้อกล่าวหานี้ พระองค์พิโรธหนักและคงจะฆ่าเขาเสียแล้วด้วยดาบญี่ปุ่น ถ้าหากดาบไม่ติดสายสะพายซึ่งทำให้ทรงฟันพลาด จมื่นศรีสรรักษ์หาที่หลบซ่อนตัว แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงจับเขาได้และฟันลงไปที่บ่าและหลังด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง แล้วพระองค์รับสั่งให้ขังจมื่นศรีสรรักษ์ และสมัครพรรคพวกไว้ในคุกมืด รวมกับพวกหัวขโมย และฆาตกร เพราะเจ้าแผ่นดินทรงขังออกญาศรีธรรมาธิราช บิดาของจมื่นศรีสรรักษ์ไว้ด้วย แต่ออกญาผู้นี้ไม่มีความผิดพระองค์จึงปล่อยให้เป็นอิสระ

หลายปีต่อมา พระเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมกองทัพที่แข็งแกร่งยิ่ง ๒ ทัพ ทรงมุ่งทำสงครามในประเทศเขมร เพื่อทวงความสวามิภักดิ์ของประเทศนั้น จมื่นศรีสรรักษ์ถือโอกาสอันเหมาะนี้ อ้อนวอนออกญาอุปราช ให้ทูลขอพระราชทานอภัยโทษต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะว่าเมื่อพ้นจากคุกแล้ว เขาจะไถ่โทษด้วยการทำการรบอย่างกล้าหาญ โดยให้สัญญาว่าจะตั้งใจทำการสู้รบ ออกญาอุปราชเป็นหัวหน้าขุนนางในประเทศ และได้คุมกองทัพเรือร่วมกับออกยาพระคลัง เพราะพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์คุมกองทัพบกไปด้วยพระองค์เอง เมื่อได้สดับคำทูลอ้อนวอนของขุนนางเหล่านี้ พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงปล่อยจมื่นศรีสรรักษ์ พร้อมด้วยสมัครพรรคพวกเป็นอิสระ ภายหลังที่ติดคุกอยู่เป็นเวลากว่า ๓ ปี และส่งตัวไปรบเขมรทางทะเล อันที่จริงแม้ว่าสงครามครั้งนี้ไม่สำเร็จดังที่ตนได้สัญญาไว้ แต่จมื่นศรีสรรักษ์ทำการรบอย่างเข้มแข็ง แม่ทัพทั้งหลายได้เสนอความดีความชอบให้ จมื่นศรีสรรักษ์จึงได้กลับเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง ทรงให้กลับเข้ารับราชการในราชสำนักได้ และพระราชทานตำแหน่งให้เป็นจมื่นสรรเพธภักดี (Sompan Meon) แม้กระนั้นก็ดีจมื่นศรีสรรักษ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสันดาน เพราะมาเป็นชู้กับพระชายาและสนมของเจ้าชายและพระอนุชาของพระเจ้าแผ่นดิน พระอนุชาได้กราบทูลร้องทุกข์อย่างขมขื่นในเรื่องนี้ พระเจ้าแผ่นดินทรงกริ้วมากถึงกับลงโทษให้ประหารชีวิต แต่ด้วยเห็นคำอ้อนวอนของพระราชมารดา และออกญาศรีธรรมราชาบิดาของเขา จึงทรงลดโทษลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต จมื่นศรีสรรักษ์ติดคุกอีก ๓ ปี เกิดความรู้สึกสำนึกตน จากนั้นมาก็ประพฤติตนเป็นที่นิยมของผู้คน และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความแคล่วคล่องในการงาน จนพระเจ้าแผ่นดินประทานตำแหน่งออกญาศรีวรวงศ์ หน้าที่ควบคุมดูแลพระราชวัง อาจกล่าวได้ว่าระหว่างปีท้าย ๆ ในรัชกาลของกษัตริย์องค์นี้ ออกญาศรีวรวงศ์เท่านั้น ที่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าแผ่นดิน ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ในระหว่างประชวร ครั้งสุดท้าย เอเขาจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนการชั่วของตนแล้ว ตอนเริ่มรัชกาลใหม่ก็ได้เป็นออกญากลาโหม เกียรติยศที่ได้รับอยู่ในขณะนี้เป็นเสมือนชั้นที่ก้าวไปสู่ตำแหน่งกษัตริย์ โดยยึดบ้านเมืองมาจากพระเจ้าแผ่นดินและกำจัดราชตระกูลให้สูญสิ้นไป

ถ้าวันวลิตไมได้ระบุอดีตของเจ้าขรัวมณีจันทร์ไว้ในรายละเอียดของประวัติแห่งพระเจ้าปราสาททอง เราก็จะไม่มีวันทราบได้เลยว่า “อาหญิง” คือพระราชชนนีของพระเจ้าอยู่หัวที่วันวลิตกล่าวไว้ในตอนนำเรื่องก่อนจะให้รายละเอียดคือใคร คงรู้แต่เพียงว่า พระเจ้าปราสาททองมีอาว์เป็นพระราชชนนีของพระเจ้าทรงธรรมเท่านั้น จะไม่รู้ว่าอาว์เป็นชายาของท่านผู้ใด การที่บอกให้รู้ว่าอาว์เป็นชายาของท่านผู้ใดนั้นสำคัญมากสำหรับประวัติพระเจ้าทรงธรรมเพราะเรามักจะสรุปเอาโดยง่ายว่า พระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสของพระเอกาทศรถ และมีอนุชาอีก ๒ องค์ คือ พระศรีศิลป์และพระองค์ทอง

วันวลิตระบุไว้แต่เพียงว่าพระเจ้าทรงธรรมนั้นพระนามเดิมว่า พระอินทรราชาและมีพระอนุชา ๒ องค์ ดังกล่าว แต่ไม่เคยระบุว่าเป็นโอรสของพระเอกาทศรถเลย เป็นแต่ข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ เท่านั้น พระราชประวัติของพระเจ้าทรงธรรมจึงเป็นเรื่องที่ควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง การศึกษาของผู้เขียนจะศึกษาตามรอยของคุณขจร สุขพานิชซึ่งผู้เขียนนับถือในความรู้ และความจริงใจที่มีต่อประวัติศาสตร์ งานชิ้นสำคัญของคุณขจรคืองานสอบศักราชปีรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถว่ากี่ปีแน่ ซึ่งห่างกัน ๒๔ ปี และในระหว่าง ๒๔ ปีนี้มีพระเจ้าแผ่นดินเสวยราชย์อยู่ ๓ องค์ คือพระเอกาทศรถ ๑ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ๑ พระเจ้าทรงธรรม ๑

ที่เป็นปัญหามากก็คือรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ เพราะพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ๘ ปี หนังสือสังคีติยวงศ์ของสมเด็จพระวันรัตน์ วัดพระเชตุพนในรัชกาลที่ ๑ ว่า ๖ ปี พงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียมว่า ๗ ปี และต่อมาสมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทรงแก้ไขในประชุพงศาวดารเป็น ๑๕ ปี โดยใช้จดหายเหตุวันวลิตฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะในจดหมายเหตุนั้นระบุว่า พระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ ๙ ปี ครั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ค้นพบจดหมายเหตุต้นฉบับภาษาฮอลันดาในหอสมุดของฮอลันดา ความปรากฏว่าพระเจ้าทรงธรรมเสวยราชย์ ๑๙ ปี ฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ตกเลข “๑” ไป คุณขจร สุขพานิช จึงสรุปว่ารัชกาลพระเอกาทศรถมี ๕ ปี ๕ เดือน ใกล้เคียงกับพงศาวดารเก่า ๆ ของไทย และให้รัชกาลของพระศรีเสาวภาคย์มีอายุ ๑ ปี ๒ เดือน

มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือตั้งแต่แผ่นดินพระเอกาทศรถเป็นต้นมา ยศเจ้านายลูกเธอที่เป็นมหาธรรมราชา บรมราชา ราเมศวร อิทรราชา ศรีศิลป์ นั้นยกเลิกไม่มีอีกต่อไป (เว้นแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง) สมเด็จพระเอกาทศรถตั้งพระเจ้าลูกเธอเป็นเจ้าฟ้าปรากฏพระนามดังกล่าว ๒ พระองค์ เหตุใดจึงไม่ตั้งให้เป็นพระบรมราชาหรือราเมศวรทั้ง ๒ พระองค์ตามแบบโบราณจะมาตั้งเอาอินทรราชา และดูกระไรอยู่

แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงตั้งพระเจ้าลูกยาเธอองค์ใหญ่เะป็นมหาธรรมราชาได้องค์ต่อ ๆ ไปเหตุใดจะตั้งไม่ได้ เช่น พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ อย่างพระเจ้าทรงธรรมที่ว่าเป็นพระอินทรราชานั้นเมื่อสมเด็จพระนเรศวรสวรรคตพระชันษา ๑๕ ดำรงพระยศนี้ได้ พระศรีศิลป์เป็นอนุชาถวายพระชนม์ให้เป็น ๑๓ ก็ดำรงตำแหน่งพระศรีศิลป์ได้ เพราะพระศรีศิลป์โอรสพระชัยราชา และแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระชันษา ๕ ขวบ ยังเป็นได้ ดังนั้นถ้าสมเด็จพระนเรศวรจะทรงมีพระราชโอรสเป็นพระมหาธรรมราชา พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทองเป็นที่สุดจะเป็นได้หรือไม่ ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรส ๒ คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ จะเป็นประการใด ในรัชกาลพระเอกาทศรถ เจ้าฟ้า ๒ พระองค์เป็นพระราชกุมาร และอาจจะมีองค์อื่น ๆ อีก ชั้นพระองค์เจ้าและเจ้านาย ๔ พระองค์ของพระนเรศวร เป็นพระราชนัดดา

พระเจ้าทรงธรรมกับเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์นั้นควรเป็นเจ้านายรุ่นราวคราวเดียวกันถึงร่วมปีพระชันษาก็ได้เพราะพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถอก่อ่อนกว่ากันก็ในราว ๓ พรรษา พระโอรสองค์ใหญ่ต่อองค์ใหญ่ก็คงรุ่นราวกัน อย่างจะต่างกันก็ของพระเอกาทศรถอ่อนพระชันษากว่าเล็กน้อย

การที่พระเจ้าทรงธรรมทำรัฐประหารสำเร็จโดยง่ายทั้งที่ขุนนางนายทหารที่มีฝีมือก็ยังอยู่มากมายนั้น ช่วยสนับสนุนความคิดข้างที่ว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นโอรสพระนเรศวรมากยิ่งขึ้นและที่ปกครองบ้านเมืองอยู่เกือบยี่สิบปี โดยสงบราบคาบ ยิ่งช่วยสนับสนุนความคิดดังกล่าวมากขึ้นอีก

พระเจ้าทรงธรรมได้ราชสมบัติมาโดยประหารเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ถ้าเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์เป็นเชษฐาร่วมพระชนกคงจะทำได้ยากกว่าที่ทำลงไปแล้ว ใครทำกับพระมหาธรรมราชา พระเชษฐาของพระเจ้าทรงธรรมได้ฉันใด พระเจ้าทรงธรรมก็ทำกับผู้นั้นหรือเชื้อสายได้ฉันนั้น เวรก็ต้องสนองเวร แต่โอรสพระเจ้าทรงธรรมก็ทรงรับกรรมของพระชนกนาถต่อไปถึง ๒ องค์ เพราะถูกประหารเช่นเดียวกันโดยพระเจ้าปราสาททอง

ผู้เขียนไม่แปลกใจเลยที่พงศาวดารระยะนี้คลุมเครือ เพราะพงศาวดารเขียนกันในสมัยพระนารายณ์ ฯ เป็นพระโอรสพระเจ้าปราสาททอง ๆ ทำรัฐประหารโอรสพระเจ้าทรงธรรมคนเขียนพงศาวดารย่อมเขียนไม่ออก ถึงแม้เวลาจะห่างกันประมาณ ๕๐ ปีเศษ คนแก่คนเฒ่ายังมีอยู่ ฟังในพงศาวดารไทยรัชกาลพระเจ้าปราสาททองงดงามมาก เขียนไว้ไพเราะมีทั้งบารมีและเดชานุภาพ แต่ที่วันวลิตเขียนไม่งาม เต็มไปด้วยเรื่องร้าย ๆ ดังนั้นการที่จะบอกว่าพระเจ้าทรงธรรมเป็นใคร ไม่เป็นคุณแก่ราชวงศ์ปราสาททองคือองค์พระนารายณ์ เรื่องราวต่าง ๆ จึงคลุมเครือในช่วงนั้น

พระมหาธรรมราชาราชโอรสพระนเรศวรมีโอรสธิดาเท่าใด ไม่มีทางทราบได้ พระองค์ทอง หรือพระศรีศิลป์ก็เช่นกัน ถึงมีก็คงมีบุญเพียงรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชโอรส ๙ พระธิดาเพียง ๘ ราชธิดานั้นเป็นพระภรรยาพระเจ้าปราสาททองหมด ราชโอรสทั้ง ๙ เหลือ ๒ องค์ ในรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง วันวลิตว่า ๒ องค์นี้ก็เกือบถูกประหารทั้ง ๆ ที่พระชนม์ ๑๘ กับ ๑๖ พรรษา พากพระชนนีพระเจ้าปราสาททองประท้วงจะกระโดดแม่น้ำเจ้าพระยาทำลายพระชนม์จึงรอดมาได้ ถึงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลูกหลานพระธรรมราชาชั้นพระองค์เจ้า หม่อมเจ้าก็ดี ลูกพระองค์ทองที่เป็นหม่อมเจ้าก็ดี ลูกหลานพระศรีศิลป์ก็ดี หลานพระเจ้าทรงธรรมที่เกิดจากพระองค์ชายทั้ง ๒ องค์ ก็ดี ก็หมดสภาพเป็นเจ้าทางราชการทั้ง ๔ สาย คงมีฐานะได้รับความยกย่องอย่างเงียบ ๆ จากสังคมว่าเป็น “ผู้ดีเดิม” เท่านั้น เจ้าแม่วัดดุสิตก็ดี ภัศดาของเจ้าแม่วัดดุสิตก็ดี ย่อมจะมีที่มาจากสายทั้ง ๔ สายนี้สายใดสายหนึ่ง และเป็นชั้นหม่อมเจ้า นับเป้นพระญาติกับพระราชเทวี “สุริยา” ในพระเจ้าปราสาททอง (ตามคำให้การของขุนหลวงหาวัด) พระราชชนนีของพระนารายณ์จึงถวายความเคารพพิเศษผิดจากพระนมธรรมดาอื่น ๆ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาลแล้วมีหลายคน

ประวัติศาสตร์ก็ดี พงศาวดารก็ดี เป็นเรื่องของคนเขียน คนมีทั้งพวกมีทั้งศัตรูมีทั้งอารมณ์จะเชื่อก็ไม่ได้ ไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะคนดีคนยุติธรรมก็มี เรียนพงศาวดารจึงน่าเรียนตรงนี้ แต่จะยุติอะไรลงไปนั้นไม่ได้ง่าย ๆ

ขอบคุณคุณขุนนางอยุธยา

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3518493/K3518493.html
จากคุณ : ขุนนางอยุธยา

 

Tags:

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: